วันนี้(29 สิงหาคม) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดเดินขบวนรถใหม่และเคาะระฆังส่งสัญญาณระหว่างปล่อยขบวนรถ เที่ยวปฐมฤกษ์ ระหว่างกรุงเทพ-นครปฐม
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การจัดหารถโดยสารรุ่นใหม่ สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ จำนวน 115 คัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)สอดคล้องกับแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการ ร.ฟ.ท.วงเงินลงทุน 176,806.28 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 วงเงินลงทุน 4,981.05 ล้านบาท และที่ผ่านมา ร.ฟ.ท.ได้มีพิธีรับมอบรถโดยสารรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์รอบแรก 39 คัน จากทั้งหมด 115 คัน จากบริษัท
CRRC (China Railway Rolling Stock Corporation) หรือ CRC (Changchun Railway Vehicles Company Limited) บริษัทคู่สัญญา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา และมีการทดสอบการเดินรถทั้งระยะใกล้
และระยะไกลมากว่า 1 เดือน ก่อนจะนำมาเปิดให้บริการเป็นขบวนรถด่วนพิเศษ เส้นทางกรุงเทพ -เชียงใหม่ ได้เป็นเส้นทางแรกในเดือนตุลาคมนี้
สำหรับการเปิดการเดินรถโดยสารชุดใหม่ เที่ยวปฐมฤกษ์ ในวันนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของ ร.ฟ.ท.ที่มีการเริ่มเปลี่ยนแปลงและพลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการร.ฟ.ท.ตามนโยบายของรัฐบาล
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า รถไฟขบวนพิเศษแต่ละเที่ยวจะประกอบไปด้วย รถ Power Car ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟให้รถโดยสาร ทั้งขบวน จำนวน 1 คัน รถปรับอากาศนั่งและนอน ชั้นที่ 2 จำนวน 9 คัน รถปรับอากาศนั่งและนอน ชั้น 2 สำหรับผู้โดยสารที่ใช้รถวีลแชร์ จำนวน 1 คัน รถปรับอากาศนั่ง
และนอน ชั้น 1 ระดับเฟิร์สคลาส จำนวน 1 คัน และรถขายอาหารปรับอากาศ จำนวน 1 คัน ภายในรถมีระบบการทำงานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด ติดตั้งระบบสัญญาณ Wi-Fi ติดตั้งจอแอลอีดีเพื่อใช้เป็นช่องทางแจ้งข้อมูลข่าวสารพร้อมเครื่องขยายเสียง ปุ่มเรียกพนักงานฉุกเฉิน ห้องอาบน้ำ ปรับปรุงห้องสุขาใหม่ให้มีระบบเก็บสิ่งปฏิกูล เป็นต้น ขบวนรถนี้สามารถวิ่งทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งหากโครงการรถไฟทางคู่แล้วเสร็จ จะสามารถเดินทางสู่จุดหมายปลายทางได้เร็วขึ้น 3 ชั่วโมง
นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ร.ฟ.ท.จะนำขบวนรถโดยสารรุ่นใหม่มาวิ่งเป็นขบวนรถด่วนพิเศษใน 4 เส้นทาง ประกอบด้วยกรุงเทพ–เชียงใหม่ กรุงเทพ-อุบลราชธานี กรุงเทพ-หนองคาย และกรุงเทพ-ชุมทางหาดใหญ่ ไป/กลับวันละ 2 ขบวนต่อวัน รวม 8 ขบวนซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ ประมาณ 0.9 ล้านคนต่อปี มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณปีละ 785.1 ล้านบาท (ปีที่ 1) อายุโครงการ 25 ปี

