เกาะติดโควิดระลอก3 ดับฝันจีดีพี4% เสี่ยงกู้เพิ่มถ้าเงินไม่พอ

13.04.21 | 11:33 น.
เกาะติดโควิดระลอก3 ดับฝันจีดีพี4% เสี่ยงกู้เพิ่มถ้าเงินไม่พอ

เกาะติดโควิดระลอก3 ดับฝันจีดีพี4% เสี่ยงกู้เพิ่มถ้าเงินไม่พอ

ก่อนหน้าเทศกาลสงกรานต์ประมาณ 1 เดือน การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) คลี่คลาย วัคซีนเข้าถึงคนไทยแล้ว บรรยากาศประเทศจึงเต็มไปด้วยความคึกคัก ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมเข้าเทศกาล หลังจากงดจัดกิจกรรมในปีที่ผ่านมา เพราะช่วงเวลานั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบแรก รุนแรง หนักหน่วง ต่อมาสถานการณ์คลี่คลาย ก่อนจะวิกฤตอีกครั้ง กลายเป็นการระบาดระลอก 2 ปลายปี 2563 จากคลัสเตอร์แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และบ่อนการพนัน ทำให้กิจกรรมต้อนรับปีใหม่ 2564 หยุดชะงัก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยซบเซา

ดังนั้น ช่วงเวลาก่อนหน้าเทศกาลสงกรานต์ 2564 จึงเป็นความหวังของเศรษฐกิจ ต่อเนื่องไปถึงการเปิดประเทศ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดปีนี้ ขณะที่ประชาชนก็อยากสนุกสนานกับประเพณีไทย อยากกลับบ้านต่างจังหวัดพักผ่อนกับครอบครัว ออกไปท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุดยาว หลังจากอัดอั้นมานาน

⦁โควิดคลัสเตอร์ผับทำสงกรานต์กร่อย
แต่สุดท้ายทุกอย่างพังพาบ เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 จากคลัสเตอร์นักเที่ยวกลางคืน จุดเริ่มต้นจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และหลายพื้นที่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

การแพร่ระบาดของเชื้อกระจายวงกว้าง ล่าสุดตัวเลขติดเชื้อเฉียด 1,000 ราย ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การระบาดรอบนี้จะหนักหรือเบา แต่ที่แน่นอนแล้วคือแรงสั่นสะเทือนที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน โควิดที่มาจากคลัสเตอร์ผู้มีอันจะกิน แต่กระทบประชาชนทั้งประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศกลับสู่ความเงียบเหงา ประชาชนเลือกอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ สถานบันเทิงถูกสั่งงดให้บริการชั่วคราว ตามคำสั่งรัฐบาลในพื้นที่ กว่า 41 จังหวัด ซึ่งครั้งนี้ไม่มีมาตรการเข้มข้นในกิจการอื่น เพราะกังวลจะกระทบเศรษฐกิจให้บอบช้ำไปมากกว่านี้

Advertisement

ถือเป็นความท้าทายการทำงานของภาครัฐอีกครั้ง ในการจัดการกับการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่มีแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจ การกระจายวัคซีนที่ยังอยู่ระดับต่ำกว่าที่ควร ล่าสุดยอมปลดล็อกให้โรงพยาบาลเอกชนนำเข้าวัคซีนได้แล้ว 10 ล้านโดสเป็นความท้าทาย เพราะเดิมช่วงเดือนมีนาคม ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล โดย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาระบุเป้าหมายตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ว่าจะอยู่ที่ 4% ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

พร้อมระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขถึงเป้าหมายจากจีดีพีคาดการณ์ปัจจุบันประมาณ 2.8% จะมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ การส่งออกที่เริ่มขยายตัว การเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการดึงเงินออมในระบบของประชาชนประมาณ 1.5-1.6 แสนล้านบาท มาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน เชื่อว่ารัฐบาลคงต้องกลับมาดูว่าจีดีพี 4% ยังเป็นไปได้หรือไม่ เพราะปัจจัยที่คาดการณ์ไว้ในส่วนของการเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการกระตุ้นประชาชนใช้จ่ายเงิน น่าจะยากในช่วงเวลานี้ นอกจากนี้ผลกระทบจากโควิด-19 ระลอก 3 ที่มีความไม่แน่นอนสูง หากสถานการณ์ลากยาว บานปลาย อย่าว่าแต่จีดีพี 4% บางฝ่ายเริ่มกังวลว่าอาจทำให้เศรษฐกิจกลับสู่แดนลบอีกครั้ง

⦁กังวลบานปลายรัฐมีเงินไม่พอต้องกู้เพิ่ม
ประเด็นนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ให้ความเห็นว่าจากการระบาดของโควิด-19 รอบนี้ถือว่ายังมีความไม่แน่นอน อาจจะออกมาในทางดีหรือแย่ก็ได้ หากควบคุมได้ภายใน 3-4 สัปดาห์ตามที่แพทย์ระบุ ผลกระทบจะไม่มากนัก เท่ากับเสียหายประมาณ 1 เดือน ซึ่งรัฐบาลอาจใช้เงินเยียวยาไม่มากนัก

แต่หากเป็นกรณีแย่ คือ รัฐบาลคุมสถานการณ์การระบาดไม่ได้ จำนวนผู้ติดเชื้อไม่ลดลง ขยายจำนวนไปหลักพันและหลักหมื่นเป็นลำดับ และระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับจำนวนผู้ที่ต้องการมาตรวจ น้ำยาที่ใช้ตรวจไม่เพียงพอเตียงรองรับผู้ป่วยเต็ม สถานการณ์เช่นนี้เศรษฐกิจจะยิ่งชะลอตัว คนบางกลุ่มกังวลเรื่องรายได้ยอมเสี่ยงออกไปทำงาน ไม่กักตัว หากเป็นเช่นนี้การควบคุมการแพร่ระบาดจะยากขึ้นอีก หากเป็นเช่นนี้รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการเยียวยาโดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากต้องได้รับความช่วยเหลือก่อน

นณริฏยังระบุว่า การเยียวยาแต่ละรอบ ตามปกติจะใช้เงินงบประมาณโดยเฉลี่ย 1-1.2 แสนล้านบาทต่อ 1 เดือน จากการติดตามข้อมูลล่าสุดเงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ขณะนี้เหลืออยู่ ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท จึงเพียงพอสำหรับการทำมาตรการเยียวยา 2 เดือน ถ้าหากสถานการณ์โควิด-19 ลากยาวมากกว่านั้น รัฐบาลอาจจะต้องทำการหาแหล่งเงินเพิ่ม รวมถึงพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติมด้วย

⦁รัฐบาลยันมีเงินพอเอาอยู่
ต่อเรื่องนี้ ตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวงการคลังได้ พบว่าปัจจุบันเงินใน พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เหลืออยู่อีกประมาณ 2.4 แสนล้านบาท จากทั้งหมด 7.6 แสนล้านบาทโดยจำเป็นต้องใช้ให้หมดก่อนครบกำหนดของ พ.ร.ก. คือวันที่ 30 กันยายนนี้ ทั้งนี้ในการใช้เงิน พ.ร.ก.ดูแลเศรษฐกิจ หากเม็ดเงินส่วนนี้ไม่เพียงพอ ยังมีเม็ดเงินจากงบประมาณรายจ่ายส่วนกลางของปี 2564 ในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและยังมีงบสำหรับบรรเทาโควิด-19 ที่ยังใช้สัดส่วนน้อย จึงมองว่ามีเงินเพียงพอสำหรับนำมาใช้ได้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีการกู้เงินเพิ่ม

ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 สัดส่วนอยู่ที่ 53.21% เนื่องจากรัฐบาลยังมีความต้องการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และรองรับการแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่รัฐบาลคาดว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลาย เศรษฐกิจและสังคมของประเทศจะฟื้นตัวและเกิดการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ในระยะปานกลาง (ปี 2565-2568) ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่ไม่เกิน 60% และในปัจจุบันอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ

จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังมีเงินในกระเป๋าเพียงพอ พร้อมใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และรัฐบาลยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งการลงทุนของรัฐเอง ปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 6.7 แสนล้านบาท ลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี และการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือพีพีพี การลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF เพื่อการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ

โควิดระลอก 3 จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร เงินที่รัฐบาลจะเพียงพอหรือต้องกู้เพิ่ม ต้องติดตามต่อไป!!