นักวิชาการจี้รัฐคุมโควิด-บริหารวัคซีนให้ดี พร้อมเร่งอัดเงิน2.4แสนลบ.

นักวิชาการจี้รัฐคุมโควิด-บริหารวัคซีนให้ดี พร้อมเร่งอัดเงิน2.4แสนลบ.

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า การระบาดโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศครั้ง ถือเป็นการระบาดรอบ 3 แล้ว ซึ่งรัฐบาลจะต้องบริหารจัดการและมีความพร้อม ในการรับมือให้มากกว่านี้ รวมถึงกรณีที่เอกชนแนะนำให้รัฐบาลใช้เงิน 2.4 แสนล้านบาท ที่เหลือจากพ.ร.ก.เงินกู้ก้อน 1 ล้านล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษกิจ ผ่านการเยียวยากลุ่มคนฐานราก นั้น เบื้องต้น มองว่า การใช้เงินเยียวยาประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษกิจอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ในการนำพาประเทศก้าวผ่าวิกฤตไปได้

นายสมชาย กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ การควบคุมการระบาดโควิดให้ได้เร็วที่สุด เพราะที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักจะมีความรู้สึกว่า สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะดีขึ้นจริงๆ อยู่เสมอ ทำให้คนบางกลุ่มการ์ดตก ไม่ได้ป้องกันตัวเองให้ดีเท่าที่ควร รวมถึงรัฐบาลประกาศผ่อนคลายมาตรการคุ้มเข้มโควิดเร็วเกินไป ทำให้เชื้อไวรัสกลับมาระบาดอีกครั้ง รวมถึงประเมินแล้วพบว่า ไวรัสโควิดสายพันธุ์อังกฤษที่เพิ่งเข้ามาระบาดในไทยนั้น ยังแพร่ระบาดได้ไม่เต็มที่ ซึ่งหากเต็มที่คาดว่าไทยอาจเป็นเหมือนประเทศในกลุ่มยุโรปได้ นอกจากนี้ ยังมีสสายพันธุ์แอฟฟริกา และบราซิล ซึ่งยังไม่เข้ามาระบาดในไทย แต่อันตรายมาก ซึ่งหากปล่อยให้หลุดเข้ามา ประเทศไทยจะน่ากังวลมากกว่านี้ จึงต้อเตรียมรับมือให้ได้

“รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการวัคซีนต้านไวรัสให้ดีกว่านี้ นำเข้ามาให้เร็วและมากที่สุด จนกว่าจะเพียงพอในการฉีดให้กับประชาชนในประเทศ รวมถึงการเพิ่มชนิดของวัคซีนที่รองรับการฉีดในประเทศด้วย เพราะขณะนี้ยังมีความกังวลและความไม่เชื่อถือในวัคซีนที่รัฐนำเข้ามา หลังจากนั้นก็ดำเนินการในส่วนของการใช้เงินที่เหลือประมาณ 2.4 แสนล้านบาทจากเงินกู้ทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะต้องวางแผนในการใช้เงินให้ดี เพราะงบประมาณมีจำกัด แต่มองว่าแม้จะจำกัดอย่างไรก็จำเป็นต้องใช้” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวว่า งบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ หากไม่เพียงพอก็ยังสามารถกู้เพิ่มได้อีก เพราะฐานะทางการเงินของไทยยังมีความแข็งแรง บวกกับหนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งการกู้เพิ่มอีกนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้หนี้สาธารณะไทยดีดขึ้นแตะ 100% ต่อจีดีพีทันที แต่อาจเพิ่มกว่าระดับปัจจุบันไม่มากนัก ซึ่งรัฐบาลจะต้องวางแผนในการรับมือการระบาดระลอกนี้ และระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก รวมถึงเตรียมงบประมาณในการบริหารจัดการทุกส่วนด้วย

นายสมชาย กล่าวว่า นอกจากนี้ ในช่วงที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากโควิดอยู่นั้น รัฐบาลก็ต้องเยียวยาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ คนละครึ่ง เราชนะ ม.33เรารักกัน เพื่อช่วยลดความลำบากของประชาชนก่อน หลังจากนั้นจะต้องเร่งดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ซึ่งจะเชื่อมโยงให้เกิดการจ้างงาน และกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในเศรษฐกิจเพิ่มด้วย ในระยะถัดไป เมื่อผลกระทบดูผ่อนคลายลงแล้ว หัวใจสำคัญที่รัต้องคือ การเพิ่มองค์ความรู้ให้กับแรงงานมุนษย์ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สามารถยืนด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะทำให้เมื่อเกิดวิกฤตอะไรขึ้นมาอีก ก็ไม่ต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเท่านั้นแล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คุณหญิงปัทมา หนุนให้มีลานกีฬา เพิ่มช่องทาง ในการออกกำลังกาย
บทความถัดไปโต๊ะเล็กธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน เผยโฉม7แข้งใหม่เสริมทัพ ลุยฟุตซอลลีก