นายทอมมี่ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH เปิดเผยว่า บริษัทตกลงจะเข้าลงทุน 25% ในกลุ่มบริษัท คริปโตมายด์ ซึ่งประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาและการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำระดับประเทศ มีเครือข่ายด้านสื่อทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงมีสื่อและชุมชนด้านการลงทุนคริปโตที่มีผู้ติดตามทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 500,000 คน ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. โดยหลังได้รับใบอนุญาต คาดว่ามีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล 500 ล้านบาท โดยมีผลิตภัณฑ์อย่าง DeFi Yield Fund ที่มีกลยุทธ์ในการสร้างรายได้จาก Decentralized Finance (DeFi) เน้นสร้างกลยุทธ์รูปแบบใหม่ที่มีความพิเศษที่แตกต่างจากสินทรัพย์อื่น เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดจากโลกสินทรัพย์ดิจิทัล
ปัจจุบัน CGH ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน ประกอบด้วยธุรกิจหลักทรัพย์ : บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ CGS และธุรกิจบริหารจัดการกองทุน : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด(มหาชน) หรือ MFC โดยการลงทุนของ CGH ในครั้งนี้ ถือเป็นการเดินหน้าเข้าลงทุนครั้งแรกในโลกธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ CGS มีพัฒนาการที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในทุกสายงานธุรกิจ โดยดำเนินธุรกิจตามแผนงานบริการธุรกิจแบบครบวงจร สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดธุรกรรมหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นมากว่าเท่าตัวในรอบปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบัน อยู่ที่อันดับ 15 จากอันดับ 32 และจาก 38 บริษัทหลักทรัพย์ ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขึ้นเป็นอันดับ 2 จากอันดับ 23 และจาก 40 บริษัท และมีสัดส่วนลูกค้าเพิ่มขึ้น 20% ต่อปี โดยปีที่ผ่านมา บล. คันทรี่ กรุ๊ป มีรายได้ธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 77.50% รายได้ธุรกรรมซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพิ่มขึ้น 61.92%
นายทอมมี่ กล่าวว่า บล.คันทรี่ กรุ๊ป กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยนำเทคโนโลยีทางการเงิน(Fintech) เข้ามาปรับใช้ใน CGS Mobile Trading Application ให้เป็น Super App ที่ใช้งานง่าย สะดวก รวมถึงค่าธรรมเนียมถูกลง พร้อมครอบคลุมทุกบริการ คาดว่าจะเปิดตัว Mobile Trading Application เฟสแรก ในไตรมาส 2 นี้ โดยลูกค้าสามารถดูพอร์ตการลงทุนทุกประเภทที่มีอยู่ สามารถซื้อ-ขายธุรกรรมต่างๆ อาทิ หุ้น อนุพันธ์ ตราสารหนี้ กองทุน ดูบทวิเคราะห์หรือคำแนะนำในการเลือกลงทุนตามสถานการณ์ต่างๆ และมีแผนเปิดเฟสสองสำหรับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล และซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศสำหรับบุคคลธรรมดาต่อไป รวมถึงออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ และแสวงหาโอกาสในการลงทุนที่เติบโตรวดเร็วต่อไป

