โชวห่วย โอด เจอพิษโควิด-ล็อกพื้นที่-หมดมาตรการรัฐ จี้เร่งสร้างความมั่นใจ-อะไรพลาดรีบแก้ไข
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย กล่าวกับ ‘มติชน’ ถึงสถานการณ์ค้าปลีกไทยหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ว่า สำหรับค้าปลีกขนาดเล็กหรือร้านโชวห่วยทั่วไป เริ่มเงียบมาตั้งแต่หลังสงกรานต์ จากหลายปัจจัย หลักๆ คือ 1. เงินใช้จ่ายของภาคประชาชนผ่านโครงการกระตุ้นภาครัฐ คงเหลือเงินใช้จ่ายตามสิทธิเหลือไม่มากแล้ว แม้บางส่วนมีเงินคงค้างและใช้จ่ายได้ถึงพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งส่วนนี้ประชาชนบางส่วนมีการซื้อสินค้าเกินใช้จริงเพื่อใช้เงินให้ครบสิทธิ จึงทำให้มีสินค้าเหลือในครัวเรือนบางส่วน แต่อยากส่วนนี้รัฐบาลไม่ได้ต่อโครงการกระตุ้นใช้จ่าย คาดว่ากลางเดือนพฤษภาคมสินค้าในครัวเรือนก็เริ่มหมดลง ก็จะกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง แต่หากรัฐไม่ได้เติมเงินช่วยเหลือลดภาระ กำลังซื้อก็จะไม่สูงเท่าก่อนหน้านี้
ดังนั้น ก็อยากเสนอให้ภาครัฐต่อโครงการคนละครึ่งแบบได้สิทธิทุกคน เพื่อให้เกิดเงินสะพัดจากภาคประชาชนครึ่งหนึ่งออกมาสู่ระบบเศรษฐกิจ และพิจารณาการใช้สิทธิแบบไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นๆ เพื่อไม่เกิดปัญหากับงบประมาณรัฐ เพราะในภาวะโควิดระบาด ทุกคนเดือดร้อน จึงควรได้สิทธิเท่ากัน ซึ่งเชื่อว่าคนมีกำลังก็อาจไม่ได้ใช้จ่ายผ่านสิทธิเหมือนคนรากหญ้าอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่อาจเข้าถึงโครงการคนละครึ่งได้
2. การแพร่ระบาดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงและขยายวงกว้าง ทำให้ประชาชนวิตกต่อการเดินทางออกมาใช้จ่าย และบางพื้นที่เจอมาตรการล็อกดาวน์หรือเคอร์ฟิว เลื่อนการเปิดปิดเวลาทำธุรกิจ และ 3.ประชาชนกังวลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือหากมีการติดเชื้อโควิด หรือ ไม่รู้ทิศทางว่าโควิดจะระบาดนานแค่ไหนหรือระบาดรอบใหม่ๆอีกหรือไม่ จึงทำให้เกิดการระมัดระวังการใช้จ่ายในการซื้อสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม จะได้รับผลกระทบหนักกว่ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
สำหรับภาวะราคาสินค้า ไม่น่ากังวลและเป็นโดยธรรมชาติการค้า เมื่อจำนวนซื้อลดลง และต้นทุนผลิตมีจำนวนเพียงพอ หลายสินค้าจึงเริ่มมีราคาลดลงจากก่อนหน้านี้มาก เช่น น้ำมันพืช ข้าวสาร อาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม รวมถึงเจลล้างมือ หน้ากากอนามัยซึ่งมีสินค้าจากจีนเข้ามาตีตลาด ราคาเหลือ30-50 บาทต่อห่อ หรือ 4 กล่อง 100 บาทก็มีมาก
“ร้านค้าส่งค้าปลีกรายย่อยที่ผ่านมา สอบถามสมาชิกยืนยันว่าพออยู่ได้ ยิ่งร้านค้าที่สมัครโครงการกระตุ้นของภาครัฐ ทั้งคนละครึ่ง เราชนะ ม.33เรารักกัน รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 200-300 บาทต่อเดือน ซึ่งตอนนี้ทราบว่ามีกว่า 1 ล้านร้านอยู่ในโครงการก็จะได้รายได้ดีกว่าร้านที่ไม่ได้เข้าโครงการ แต่หลังไม่มีโครงการเชื่อว่ารายได้ก็เข้าภาวะปกติ หรือ ภาวะทรงตัวต่อเนื่อง 1-2 เดือนจากนี้ จนกว่ารัฐจะออกมาตรการกระตุ้นอีกครั้ง พร้อมกับไตรมาส 3 สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไทยได้ ก็จะช่วยกระตุ้นใช้จ่ายร้านค้า รวมไปถึงค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยว ส่วนตัวเลขเสียหายเท่าไหร่ อยากที่จะประเมินได้ แต่จากที่สอบถามร้านค้าสะดวกซื้อ ยืนยันว่ายอดขายหายไป 3-4 หมื่นล้านบาทในปีก่อน ส่วนค้าปลีกรายใหญ่ยอดขายน่าจะหายไปกว่า 15-20% ในปีก่อน ซึ่งรับการยืนยันว่าปีนี้จะเสียหายมากกว่าปีก่อน เดิมนั้นอุตสาหกรรมค้าปลึกทั้งระบบจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับรายได้ท่องเที่ยว หรือสร้างเงินสะพัดเข้าระบบเศรษฐกิจรวมไม่น่าจะน้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท เฉพาะกลุ่มร้านสะดวกซื้อรายได้ต่อปีกว่า 2 แสนล้านบาทเลย” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า จากที่หารือกับสมาชิกร้านค้า กับการลดการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่นั้น หากนำมาตรการล็อกดาวน์ ไม่เกิน 2 เดือนยังพอทำใจได้ ดีกว่าปล่อยให้เกิดความวิตกว่าแต่ละวันจะเกิดการระบาดเท่าไหร่ พื้นที่ใดเสี่ยง โดยรัฐออกมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์ เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการอยากให้รัฐบาลเร่งในเรื่องการทำความเข้าใจและให้ข้อมูลตามจริงถึงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด จากนั้นจะดูแลรักษาพยาบาลให้ทันเหตุการณ์ ยารักษาโรคเพียงพอจริงไหม
อย่างก่อนหน้าไม่ได้ออกมาชี้ว่าฟ้าทะลายโจรได้ผลการรักษาเบื้องต้นได้ แต่ตอนนี้ว่าได้ผลก็ไปเพิ่มว่ายารักษาเตรียมตรึงตัวแล้วหรือ จะซ้ำรอยเรื่องเตียงไม่พอ หรือ ฉีดวัคซีนยังได้ต่ำ โดยอยากให้รัฐบาลสะท้อนให้ประชาชนได้เห็นวิธีการปรับวิธีการบริหารจัดการ ให้ปฎิบัติได้จริง อะไรที่ผิดพลาดหรือประเมินผลพลาด ก็ควรเรียนรู้และปรับแก้ไข 2 เรื่องนี้สำคัญมากเพื่อให้ประชาชนมั่นใจและให้คนกลับมาใช้จ่ายปกติเหมือนเดิม และเห็นด้วยที่จะให้ประชาชนที่มีกำลังทรัพย์ฉีดวัคซีนได้เอง

