‘เซนต์เมด’ ชี้โควิดดันธุรกิจจำหน่ายเครื่องมือ-อุปกรณ์แพทย์โตแรง เดินหน้าเข้า ‘ตลาดหลักทรัพยฯ’
นายวิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า การระบาดโควิด-19 ส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจของบริษัทฯ เพราะทำให้สินค้ากลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มีความต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องฉุกเฉิน อาทิ เครื่องช่วยหายใจ มีความต้องการมากขึ้น จึงเห็นว่าการเกิดขึ้นของโควิดสร้างผลกระทบเชิงบวกมากกว่าเชิงลบต่อบริษัทฯ โดยมูลค่าอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ในตลาดรวม อยู่ที่ 2.37 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 1.58 แสนล้านบาท และนำเข้า 7.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเห็นประเทศไทยมีการส่งออกเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ไทย บริษัทฯ จึงเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวนไม่เกิน 54 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25.23% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ซึ่งมีทุนจดทะเบียนจำนวน 107 ล้านบาท แบ่งเป็น 214 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยหลังจากเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ใช้ดำเนินโครงการศูนย์ตรวจการนอนหลับและลงทุนในเครื่องมือแพทย์ให้เช่า ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนดำเนินกิจการและชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายในปี 2564 นี้
“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 14% อย่างต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าของอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 10% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทฯ ที่สามารถเติบโตได้ดี โดยการระบาดโควิดที่เกิดขึ้น ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจของบริษัทฯ ขยายตัวได้ แต่แม้โควิดจะจบลง ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจของบริษัทฯ จะขยายตัวไม่ได้ เพราะอัตราการเติบโตธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการเติบโตของโรงพยาบาลในประเทศอยู่แล้ว ประกอบกับประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2565 ซึ่งจะผลักดันให้ความต้องการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อใช้ดูแลรักษาผู้ป่วยที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีธุรกิจ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายสินค้า แบ่งเป็น กลุ่มสินค้าด้านเวชบำบัดวิกฤต ซึ่งเป็นกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยในหออภิบาลผู้ป่วยหนักและห้องฉุกเฉิน กลุ่มสินค้าด้านการช่วยหายใจและเวชศาสตร์การนอนหลับ กลุ่มสินค้าด้านหทัยวิทยา เป็นกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับตรวจวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติการทำงานของหัวใจ กลุ่มเครื่องมือแพทย์ทั่วไป กลุ่มสินค้าสมาร์ทฮอสพิทอล และ 2.กลุ่มธุรกิจให้บริการ โดยให้บริการซ่อมบำรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์หลังการขาย และให้บริการเช่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงบริการตรวจการนอนหลับ เพื่อสร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว โดยมีกลุ่มลูกค้า แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ มีสัดส่วนรายได้มากสุด ประมาณ 70% โรงพยาบาลเอกชน และนิติบุคคล อีก 30% แม้ว่าช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นคำสั่งซื้อของโรงพยาบาลเอกชนที่ชะลอตัวลง แต่ถูกทดแทนด้วยคำสั่งซื้อของโรงพยาบาลรัฐที่สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น

