พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเพิ่มพื้นที่ในเขตชลประทาน ตามแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ ระหว่างปี 2558-2569 โดยในปี 2557-2559 กรมชลประทานสามารถเพิ่มพื้นที่เขตชลประทานได้ 1.35 ล้านไร่ เพิ่มแหล่งน้ำชลประทานได้ 756 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่เกษตรน้ำฝนได้ 1,319 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มบ่อน้ำบาดาลได้ 150 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคิดเป็น 15.5% ของแผนบริหารจัดการน้ำทั้งหมด ส่วนในปี 2560 ใช้งบลงทุนประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถเพิ่มพื้นที่เขตชลประทานได้อีก 3.8 แสนไร่ เพิ่มแหล่งน้ำชลประทานได้ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่เกษตรน้ำฝนได้ 602 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มบ่อน้ำบาดาลได้ 77 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคิดเป็น 4.37% ของแผนบริหารจัดการน้ำทั้งหมด ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำเชิงวิกฤตจะเริ่มในปี 2560 รวมทั้งการพัฒนาใช้ประโยชน์น้ำระหว่างประเทศ อาทิ การผันแม่น้ำโขง ลุ่มน้ำยวมและแม่น้ำสาละวิน จะเริ่มศึกษาและออกแบบในปี 2560 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563 ซึ่งเมื่อแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ ในปี 2569 หลังจากนั้นกรมชลประทานจะดำเนินการเสนอแผนแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ ฉบับใหม่ ระหว่างปี 2570-2579 ไปยังรัฐบาลต่อไป เพื่อให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งคาดว่าแผนบริหารจัดการน้ำฉบับใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มพื้นที่เขตชลประทานอีก 10 ล้านไร่
พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 31 สิงหาคม มีปริมาณทั้งสิ้น 11,053 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 44% ของความจุอ่างทั้งหมด โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,357 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 24% ของปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นปริมาณน้ำที่สูงกว่าในปี 2556, 2557 และ 2558 อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯยังมีความเป็นห่วงเขื่อนภูมิพล ที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 893 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 8% ของความจุอ่างเท่านั้น ทำให้ในวันที่ 2 กันยายนที่จะถึงนี้ ตนเตรียมลงพื้นที่ในจ.ตาก เพื่อติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการบริหารจัดการน้ำรองรับการสิ้นสุดฤดูฝนและในอนาคต
“ส่วนสถานการณ์น้ำจังหวัดในแถบภาคตะวันออกเฉียง อย่างสุรินทร์ นครราชสีมา ยังถือว่ามีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กระทรวงเกษตรฯได้ประสานให้กรมฝนหลวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับปัญหาในอนาคต และเตรียมแผนที่จะให้ประชาชนได้ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่อีกด้วย” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากกรณีที่มีการน้ำเสนอข่าวว่า อ่างเก็บน้ำของศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ได้รับความเสียหายทำให้มีน้ำรั่วซึมออกมา จากการตรวจสอบพบว่าอ่างน้ำดังกล่าวมีการรั่วซึมจริง โดยมีสาเหตุหลักมาจากรากของต้นไม้ที่ขึ้นบริเวณโดยรอบได้ชอนไช จนทำให้อ่างเก็บน้ำเกิดความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล เนื่องจากอ่างเก็บน้ำนี้มีขนาดไม่ใหญ่และสูงมากนัก โดยมีความกว้างของอ่าง 1,150 เมตร (ม.) และมีความสูงเพียง 10 ม.เท่านั้น นอกจากนี้ ทางกรมยังได้เร่งระบายน้ำออก 7 ลบ.ม./วินาที รวมอยู่ระหว่างการส่งเจ้าหน้าที่ช่างเพื่อไปซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อให้อ่างเก็บน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้อีกครั้งก่อนสิ้นสุดฤดูฝน หลังจากนี้จะได้มีการเสนอแนะผู้บำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำดูแลต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นโดยรอบอ่างให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอเพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาซ้ำอีก

