‘รบ.ประยุทธ์’ ไม่เรียนรู้โควิด 1 ปี ศก.พัง 1.7 ล้านลบ. ขอปชช.ถอนเงินออมใช้จ่ายอุ้มจีดีพี

29.04.21 | 11:06 น.

‘รบ.ประยุทธ์’ ไม่เรียนรู้โควิด 1 ปี ศก.พัง 1.7 ล้านลบ. ขอปชช.ถอนเงินออมใช้จ่ายอุ้มจีดีพี

ปี 2563 เกิดการระบาดโควิด-19 ขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมีนาคม ทำให้รัฐบาลต้องประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว เป็นเวลากว่า 2 เดือน เพื่อควบคุมการระบาดไวรัส

“มติชนออนไลน์” รวบรวมผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการล็อกดาวน์ เริ่มที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ครึ่งแรกปี 2563 จะมีเม็ดเงินหายจากระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 1-1.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากปกติคนไทยจะมีการบริโภควันละประมาณ 20,000 ล้านบาท การล็อกดาวน์จะทำให้เงินหายไปประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อวัน หรือเดือนละ 150,000 ล้านบาท รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 12-13 ล้านคน ซึ่งปกติใช้เงินคนละ 45,000-50,000 บาทต่อคน ส่งผลให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหายไปประมาณ 600,000 บาทเป็นอย่างน้อย บวกกับการท่องเที่ยวในประเทศเม็ดเงินจะหายไปอีกกว่า 100,000 ล้านบาท รวมเม็ดเงินหายไปกว่า 700,000 ล้านบาท

สอดคล้องกับ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 2/2563 มากกว่า 2 ล้านล้านบาท มูลค่าที่ลดลงนี้ สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่แย่ลงของคนไทยด้วย

ช่วงเวลาของการระบาดโควิดรอบแรก ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของประเทศที่ขึ้นชื่อว่าสามารถรับมือและควบคุมการระบาดโควิดได้ดีที่สุด โดยสามารถคุมการระบาดและไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่องจนเรียกได้ว่าปลอดภัยอย่างเต็มตัว

Advertisement

จนเข้าสู่ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 กลับพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ ที่มีต้นตอมาจากแรงงานต่างด้าว ที่จังหวัดสมุทนสาคร ทำให้เกิดการระบาดโควิดระลอก 2 ขึ้น แต่ก็ใช้เวลาในการคุมการระบาดเพียง 2 เดือนเท่านั้น โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า การระบาดรอบ 2 จะสร้างความเสียหายต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ทำให้เม็ดเงินหายไปกว่า 45,000-60,000 ล้านบาทต่อเดือน ไม่แตกต่างจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ที่คาดว่าเม็ดเงินจะหายจากระบบเศรษฐกิจ เดือนละ 45,000 ล้านบาท

หลังจากคุมโควิดระลอก 2 ได้เพียง 1 เดือน ประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่การระบาดระลอก 3 ทันที โดยศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า การระบาดโควิดระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชนอย่างมาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศ โดยคาดว่ามูลค่าด้านการท่องเที่ยวจะไปประมาณ 1.1 แสนล้านบาท (กรณีควบคุมพิเศษ 2 เดือน) แต่หากการควบคุมใช้เวลา 3 เดือน จะส่งผลให้มูลค่าการท่องเที่ยวหายไป 1.5 แสนล้านบาท

ส่วนหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจรวมมูลค่าความเสียหายโดยรวม เงินจะหายไปประมาณ 3 แสนล้านบาท หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในอีก 2 สัปดาห์ หรือวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ความเสียหายภาพรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มมาอีก 1 แสนล้านบาท รวมถึงสมาคมภัตตาคารไทย ได้เปิดเผยว่า โควิดทำให้ธุรกิจอาหารต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 21,000 ล้านบาทต่อเดือน

หากนำตัวเลขคาดการณ์เม็ดเงินที่สูญหายไปจากระบบเศรษฐกิจของแต่ละหน่วยงาน เลือกจากมูลค่าความเสียหายที่น้อยสุดในการระบาดโควิดแต่ละรอบ และคำนวณด้วยกัน เท่ากับว่า เม็ดเงินทั้งหมดที่สูญเสียไปมีกว่า 1.71 ล้านล้านบาท

ตัดภาพมาที่มาตรการควบคุมการระบาดโควิด พิจารณาจากการเตรียมแผนรับมือของรัฐบาล เปรียบเทียบกับการระบาดรอบแรก ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี ต้องยอมรับว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น แทบไม่มีประโยชน์กับการระบาดรอบใหม่นี้ เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับพุ่งในหลักพันรายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อของโรงพยาบาลรัฐบาลไม่เพียงพอ จนต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

อีกทั้งยังพบว่า มีผู้ติดเชื้อโควิดที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทัน จนเสียชีวิต เนื่องจากสายด่วนที่ให้บริการรับแจ้งขอเข้ารับการรักษาโควิด ไม่มีความพร้อมมากพอ ยกตัวอย่างกรณีผู้เสียชีวิตจากการกักตัวเพื่อรอรับการรักษา แต่ไม่สามารถติดต่อหน่วยงานรัฐบาลได้ สะท้อนให้เห็นว่า ในระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากการเกิดการระบาดระลอกแรก และระลอก 2 จนถึงระลอก 3 นี้ รัฐบาลยังไม่ได้เรียนรู้ในการป้องกัน ควบคุม และรับมือกับการระบาดไวรัสได้ดีเท่าที่ควร

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องการนำเข้าวัคซีนต้านไวรัสที่ล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้การกระจายฉีดวัคซีนล่าช้าตามไปด้วย

ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบหนักหน่วงไม่แตกต่างจากการระบาดรอบแรก หรืออาจกระทบหนักกว่าด้วยซ้ำ เหมือนรอยแผลยังไม่หายไป ก็ถูกผลกระทบรอบใหม่ซ้ำเข้าไปอีก แม้สถานการณ์ที่เป็นอยู่จะเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้งแล้ว ล่าสุด นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ และ รมว.พลังงาน กลับออกมาระบุขอให้คนรักชาตินำเงินฝากที่เก็บไว้ออกมาใช้จ่าย เพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ และดึงจีดีพีรวมขึ้นมา ซึ่งดูเป็นคำแนะนำที่สวนทางกับภาวะในปัจจุบัน จนถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย ว่าแนวคิดนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาจริงหรือไม่

ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล เนื่องจากคำแนะนำดังกล่าวออกมาจากผู้ที่นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และหนึ่งในทีมขุนศึกทางเศรษฐกิจของรัฐ เมื่อปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นภาพ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ออกแถลงการณ์เร่งรัดให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก เพื่อเปิดช่องให้มีรัฐบาลมืออาชีพเข้ามาจัดการปัญหาแทน