หน้าแรก เศรษฐกิจ หอค้าไทย ปลื้...

หอค้าไทย ปลื้ม30วันบรรลุแรงผลัก กระจายวัคซีน พยุงธุรกิจ/จ้างงาน กระตุ้นศก.แสนล้าน

5.05.21 | 22:08 น.

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานกลุ่มการค้าปลีกและบริการ และหัวหน้าทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน หอการค้าไทย กล่าวถึงความคืบหน้า 30 วันแรกของภารกิจ 99 วัน ภายใต้นโยบาย Connect the dots ของนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย ที่ได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 นั้น ในส่วนกลุ่มการค้าปลีกและบริการ โดยมีผลการดำเนินงาน 30 วันแรกภายใต้ 3 ภารกิจหลัก ดังนี้ 1. การจัดหาพื้นที่การฉีดวัคซีนและการกระจายวัคซีนให้รวดเร็วและทั่วถึง โดยนำเสนอพื้นที่ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ 302 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเทพฯ 66 แห่ง จังหวัดทั่วประเทศ 236 แห่ง กรุงเทพฯอนุมัติ14 แห่งเมื่อวันที่ 28 เมษายน และสามารถฉีดวัคซีนได้ 25,000 -30,000 คนต่อวัน พร้อมทั้งสนับสนุนระบบและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อาทิ คอมพิวเตอร์ เครื่องอ่านบัตรประชาชน ตลอดจนอาหารและเครื่องดื่มสำหรับบุคคลากรและประชาชนทั่วไป
นายญนน์ กล่าวต่อว่า หากมีปริมาณวัคซีนเพิ่มมากขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม กลุ่มการค้าปลีกและบริการจะได้ประสานความร่วมมือได้ทันที โดยนำเสนอพื้นที่ทั่วประเทศเพิ่มอีก 70 แห่ง ทำให้ขณะนี้มีพื้นที่เสนอรวม 372 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเทพ 82 แห่ง และจังหวัดที่เหลือ 290 แห่ง


“แต่ละจุดในกรุงเทพฯ จะเป็น ต้นแบบพื้นที่ฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และครบวงจร สามารถต่อยอดขยายจุดฉีดวัคซีนทั่วประเทศที่ได้รับเลือกจากผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ภายใน 69 วันที่เหลือ ยังมีแผนดำเนินการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงมากขึ้น ด้วยการเป็นจุดเชื่อมโยงในการจัดทำหน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ไปยังบริษัทและโรงงานใหญ่ๆ ที่มีพนักงานจำนวนมาก เพื่อให้วัคซีนวิ่งหาประชาชน และ ลดการเคลื่อนย้ายของประชาชน ภายในเฟสต่อไป รวมทั้งสนับสนุนให้จุดฉีดวัคซีนของภาคเอกชนเข้าไปอยู่ในระบบการจองฉีดวัคซีนของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเลือกเป็นจุดที่รับการฉีดวัคซีนได้ ”

นายญนน์ กล่าวต่อว่า 2. การเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อให้เอสเอ็มอีกว่า 100,000 ราย เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย รวดเร็ว และกระจายให้ทั่วถึง โดยกลุ่มการค้าปลีกและบริการ เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงข้อมูล อาทิ บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย ทำโครงการต้นแบบแซนด์บอกซ์นำร่องในเฟสแรก ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่มียอดวงเงินกู้ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ที่ได้เสนอรายชื่อและข้อมูลให้ธนาคารอนุมัติกว่า 6,000 รายปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และคาดอีกกว่า 1,000 ราย จะได้รับอนุมัติสินเชื่อเป็นกลุ่มแรกภายในเดือนพฤษภาคม 2564 และกว่า 70% ของทั้ง 6,000 รายนี้ ยังไม่เคยเข้าถึงซอฟต์โลนมาก่อน

สำหรับเฟสต่อไปในช่วงที่เหลือ 69 วัน จะนำต้นแบบแซนด์บอกซ์ขยายความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มียอดวงเงินกู้ต่ำกว่า และหรือสูงกว่า 5 ล้านบาท ในเครือข่ายของหอการค้าไทย โดยจะทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สมาชิกของสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมค้าปลีกไทย และสมาคมศูนย์การค้าไทย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก และคาดว่าจะกระจายต้นแบบการขอสินเชื่อซอฟต์โลน ไปยังเอสเอ็มอีกว่า 100,000 ราย ทั่วประเทศ ภายในเดือนธันวาคม 2564

Advertisement

3. กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ มากกว่าแสนล้านบาท และมีอัตราการจ้างงานกลับคืนมา 25-30% ของการจ้างงานภาคการค้าปลีกและบริการ โดยกลุ่มการค้าปลีกและบริการมีแผนงานส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ผ่านโครงการ “ฮักไทย” กิน เที่ยว ใช้ (ช้อป) ของไทย โดยช่วง 30 วันแรก ได้ศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพื่อจัดทำแผนงานของโครงการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โครงการฮักไทย เป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ อุดหนุนการกิน เที่ยว ใช้ของไทยพร้อมส่งเสริมให้ส่วนงานราชการและบริษัทต่างๆ จัดงานสัมมนาและประชุมในประเทศ กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าแสนล้านบาท และมีอัตราการจ้างงานกลับคืนมา 25-30% ของการจ้างงานภาคการค้าปลีกและบริการ เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างเร็ว และยั่งยืน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสรุปได้เดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่รวมตัวเพื่อเป็นจุดศูนย์กลางและรวบรวมการรับบริจาคกล่องลูกฟุก เพื่อทำเตียงสนามให้กับโรงพยาบาลสนาม เป็นต้น โดยตั้งมั่นเหลืออีก 69 วัน นั้น กลุ่มการค้าปลีกและบริการจะยังคงเดินหน้าภารกิจ ตามนโยบาย Connect the dots ของหอการค้าไทย โดยให้ความสำคัญสุดในเรื่องการเร่งการฉีดและกระจายวัคซีนให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและเร็วที่สุด เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้ลดลง และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศ