WeWork รุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่งตั้ง “บัลเดอร์ ทอล” นำทีมสร้างการเติบโต

WeWork ผู้ให้บริการพื้นที่ทำงาน เปิดให้บริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในฐานะพันธมิตรในทางกลยุทธ์กับองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยในการขยายและปรับขนาดธุรกิจทั่วภูมิภาค ปัจจุบันสมาชิกของ WeWork มากกว่า 50% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีตั้งแต่บริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500, องค์กรขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค, บริษัทระดับท้องถิ่น และกลุ่มบริษัทต่างๆ ล่าสุดได้แต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่ นายบัลเดอร์ ทอล รับหน้าที่นำทัพรุกสู่ผู้นำตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายบัลเดอร์ ทอล ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย WeWork เปิดเผยว่า บทบาทหน้าที่ใหม่ในครั้งนี้นับมีความสำคัญมาก ปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้วที่ได้ร่วมทำงานกับ WeWork ผมมีความยินดีและขอบคุณที่ได้รับโอกาสให้เป็นผู้นำทีมที่จะเข้ามาดูแลตลาดการให้เช่าพื้นที่สำนักงานที่ยืดหยุ่นได้รูปแบบใหม่ เนื่องจากหลายๆ เมืองเริ่มกลับมาเปิดอีกครั้งและองค์กรต่างๆ กำลังวางแผนกลยุทธ์ในการกลับไปทำงานที่สำนักงาน ผมคาดหวังที่จะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับทีมงานทุกคนเพื่อนำ WeWork เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวไปข้างหน้าและสามารถมอบประสบการณ์การทำงานได้แบบไม่มีใครเทียบได้

ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี ได้มีการคาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2561-2565 ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 5.2%และยังได้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะกลายเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เนื่องจากเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้จะกลับมามีความเชื่อมั่นและเติบโตได้ในปีนี้ อ้างอิงข้อมูลจาก GlobalData บริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก ระบุว่า 6 ประเทศใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม คาดมีการเติบโตของ GDP ในอัตราระหว่าง 4%-9% ในปีนี้

“เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนทางด้านนวัตกรรมและการเติบโตของพื้นที่ทำงาน” นายบัลเดอร์ กล่าวถึงการขยายงานด้านนว้ตกรรมและการให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ให้กับภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดี แม้ในสถานการณ์โควิด-19 ในปีที่ผ่านมา WeWork จึงใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอแนวคิดแบบไฮบริด เช่น การใช้ hub-and-spoke (ออฟฟิศสำนักงานสาขาย่อย), การใช้ de-densification (การลดความหนาแน่นของออฟฟิศเพื่อสามารถปรับขนาดของพื้นที่สำนักงานได้อย่างเหมาะสม), การใช้ Collaboration Hub (พื้นที่สำนักงานที่มีความยืดหยุ่นและสามารถออกแบบได้เองตามความต้องการเพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดทีมเวิร์กและความคิดสร้างสรรค์) ภายในปีนี้ WeWork ยังวางแผนที่จะเปิดตัวโซลูชันอื่นๆ สำหรับสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ All Access (สมาชิกรายเดือนที่สามารถใช้บริการพื้นที่ได้ทั่วโลก) และ On Demand (บริการเช่าพื้นที่แบบรายวันหรือเช่าพื้นที่ห้องประชุมเริ่มต้นตั้งแต่หนึ่งชั่วโมง)

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นของ WeWork ได้เป็นอย่างดีมาจากจำนวนสมาชิกใหม่และสมาชิกเดิมที่เป็นองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ซึ่งต่างมีความเชื่อมั่นในโซลูชันของ WeWork ที่ยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เห็นได้จากการที่สมาชิกทั่วโลกมากกว่า 50% ตัดสินใจทำสัญญาเช่าพื้นที่มากกว่า 12 เดือน ทำให้การทำสัญญาเช่าแบบเต็มมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระยะเวลา 15 เดือน

โดยความยืดหยุ่นกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างทางกลยุทธ์ให้กับผู้นำทางธุรกิจโดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจและโอกาสต่างๆ ในอนาคตกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค

ปัจจุบันพนักงานในบางประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถกลับไปทำงานเช่นเดิม ทั้งพนักงานและบริษัทต่างมองไปถึงสถานการณ์ต่อไปข้างหน้า จากการศึกษาตลาดของ WeWork เมื่อไม่นานมานี้พบว่า พนักงานจำนวนเกือบ 2 ใน 3 (64%) รู้สึกถึงคุณค่าของพื้นที่การทำงานและระบุว่ายินดีที่จะจ่ายเงินค่าเช่าพื้นที่เอง ดังนั้นสำหรับคนที่เป็นผู้นำทางธุรกิจในภูมิภาคนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนกลยุทธ์ในเรื่องของพื้นที่สำนักงานเพื่อการบูรณาการ การกระตุ้นพลังในการทำงาน และการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน รูปแบบพื้นที่ทำงานแบบไฮบริดจึงได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ในพื้นที่หลากหลาย ไม่ว่าะเป็นพื้นที่ของบริษัท โคเวิร์กกิ้งสเปซ พื้นที่สาธารณะ และการทำงานจากที่บ้าน

สำหรับบทบาทใหม่นี้ นายบัลเดอร์ยังคงปฏิบัติงานที่ซิดนีย์ พร้อมทั้งมาดูแล WeWork ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีทั้งหมด 6 ประเทศ (ไทย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, และมาเลเซีย) โดยเขาจะรายงานต่อนายซามิต โชปรา กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และปฏิบัติการระหว่างประเทศ WeWork ซึ่งประจำที่สิงคโปร์

ทั้งนี้ นายบัลเดอร์ จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการจัดการจาก University of Sydney ก่อนย้ายมาที่ WeWork นายบัลเดอร์ เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปที่ Tank Stream Labs และยังหนึ่งในทีมสทีมผู้ก่อตั้ง Airbnb ออสเตรเลียอีกด้วย  ซึ่งไม่เพียงแค่สร้างให้ WeWork กลายเป็นธุรกิจที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้นำในด้านการกลับมาทำงานในสำนักงาน และช่วยสร้างกลยุทธ์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับบริษัทต่างๆ ในออสเตรเลีย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon