ร้านอาหารวอนรัฐให้นั่งกินที่ร้าน หลังรายได้เหลือเป็นศูนย์ ทำเม็ดเงินหาย 1.1 พันลบ./วัน
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจอาหารในประเทศไทย มีมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทต่อวัน แต่เมื่อเกิดการระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ขึ้น ทำให้คนเน้นอยู่บ้านมากขึ้น และงดการเดินทาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อไวรัส โดยในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ยอดขายร้านอาหารในภาพรวมหายไปกว่า 60-70% คิดเป็นมูลค่ารายได้หายไปวันละ 700-800 ล้านบาท ซึ่งช่วงนั้นผู้ประกอบการมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากอยู่แล้ว แต่เมื่อรัฐบาลได้ประกาศสั่งห้ามนั่งรับประทานอาหารที่ร้าน ยิ่งทำให้ผลกระทบรุนแรงมากขึ้นเข้าไปอีก เนื่องจากเดิมคาดไว้ว่า เมื่อไม่สามารถนั่งทานที่ร้านได้ จะทำให้ธุรกิจสูญเสียรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อวัน แต่เมื่อประเมินความเสียหายในระบบรวมแล้ว พบว่าเม็ดเงินที่หายไปจริงๆ อยู่ที่ 1,100 ล้านบาทต่อวัน เพราะยอดขายในขณะนี้เหลือเพียง 10-20% เท่านั้น ซึ่งหากประเมินเป็นเม็ดเงินจะเหลือเพียง 300 ล้านบาทที่หมุนเวียนในระบบตอนนี้ โดยจากการหารือร่วมกับสมาชิกในสมาคมฯ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการคือ อยากให้รัฐบาลอนุญาตให้กลับมานั่งรับประทานอาหารที่ร้านได้ตามปกติ เนื่องจากที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือและเยียวยาธุรกิจที่ถูกกระทบ จากการสั่งห้ามนั่งทานที่ร้าน แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับมาทั้งสิ้น ทำให้หากรอการเยียวยาจากรัฐบาล คงไม่สามารถรอได้ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีมาตรการอะไรออกมาเยียวยาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบแบบจริงจัง ทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรวม อาทิ ทัวร์นำเที่ยว โรงแรม ธุรกิจร้านอาหารจึงคาดหวังโอกาสในการช่วยเหลือจากรัฐบาลน้อยลง ซึ่งขณะนี้อยากขอเพียงแค่ปล่อยให้ธุรกิจดำเนินการได้ตามปกติต่อไปเท่านั้น
“การนั่งรับประทานอาหารที่ร้านได้ ถือเป็นทางออกที่จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ในรูปแบบที่ไม่ต้องรอความหวังในการช่วยเหลือจากรัฐบาล ส่วนเมื่ออนุญาตให้นั่งแล้วจะมีหลักปฏิบัติอย่างไร รัฐบาลต้องกำหนดออกมาให้ชัดเจน อาทิ หากเดินทางมาด้วยกันสามารถนั่งด้วยกันได้ไม่เกินโต๊ะละกี่คน เว้นระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 2 เมตร ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมทุกชั่วโมง เป็นต้น โดยที่ผ่านมาได้หารือร่วมกับสมาชิกในสมาคมฯ พบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการให้เปิดนั่งที่ร้าน เพราะกังวลการติดเชื้อโควิดที่สถานการณ์ยังรุนแรง กลัวความเสี่ยงที่จะติดเชื้อทั้งเจ้าของร้าน พนักงาน และลูกค้า จึงต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยามาแทน แต่เมื่อมองแนวโน้มแล้วคงไม่มีมาตรการที่ชัดเจนออกมาเยียวยาธุรกิจร้านอาหารแน่นอน จึงหารือกันใหม่ และเห็นตรงกันว่า การเปิดให้นั่งทานที่ร้านได้ จะเป็นทางออกรอดเดียวที่มี เพราะตอนนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นภาพร้านอาหารขายของไม่ได้ แบบรายได้เป็นศูนย์บาทจริงๆ แล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” นางฐนิวรรณ กล่าว
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอวัคซีนต้านโควิด ฉีดให้กับคนในอุตสาหกรรมร้านอาหาร โดยเฉพาะในจังหวัดขนาดใหญ่ ที่มีการบริโภคสูง เพราะจะดึงเม็ดเงินกลับมาเพิ่มมากขึ้นได้ โดยได้เปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ต้องการขอรับวัคซีนแล้วกว่า 70,000 คน จึงมองว่ารัฐบาลควรใช้โอกาสช่วงที่ธุรกิจร้านอาหารยังไม่สามารถเปิดนั่งทานที่ร้านได้ตามปกติ เร่งฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนเหล่านี้ก่อน เพื่อทยอยลดจำนวนผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อให้ลดลง โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การคุมโควิดให้ได้ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสให้เร็วที่สุด สำหรับมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ออกมา อาทิ กรมการค้าภายใน ได้ติดตามการดูแลราคาค่าบริการขนส่งเดลิเวอรี่ ซึ่งเป็นค่าคอมมิชชั่นที่ร้านอาหารต้องจ่ายให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม เพื่อดำเนินการต่างๆ หรือค่า จีพี (GP) ซึ่งแม้จะมีการดูแลออกมา แต่ก็ยังไม่ได้เกิดความชัดเจนว่า สรุปแล้วแต่ละแพลตฟอร์มเก็บค่าจีพีอยู่ที่เท่าใด หรือรัฐบาลขอความร่วมมือให้ช่วยเก็บอยู่ที่อัตราเท่าใด จึงจะช่วยเหลือธุรกิจได้จริง รวมถึงการช่วยเหลือในลักษณะนี้ กลุ่มร้านอาหารที่ได้รับประโยชน์จะเป็นกลุ่มที่ขายผ่านออนไลน์ แต่กลุ่มที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าขายผ่านหน้าร้าน ซึ่งมีสัดส่วนมากในอุตสาหกรรมธุรกิจอาหารไทย ยังไม่ได้อานิสงส์เชิงบวกในการช่วยเหลือลักษณะนี้
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า นอกจากนี้ การช่วยเหลือมาตรการด้านการเงินของรัฐบาล ที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. และ ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 10,000 บาทต่อคน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.35% ต่อเดือน ไม่ต้องมีหลักประกันการกู้ ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 งวดแรกเพื่อช่วยเหลือ ใช้งบประมาณรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นวงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดนั้น มองว่ามาตรการลักษณะนี้ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยได้ ดีกว่าไม่มีมาตรการอะไรออกมาเลย หรือออกมาแล้วยังไม่ตอบโจทย์แบบช่วงที่ผ่านมา

