ภาษีความมั่งคั่ง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจได้?
หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ภาษีความั่งคั่ง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจได้? โดยมีรายละเอียดคือ
ผ่านไปปีกว่าแล้ว และเป็นที่ชัดเจนว่าวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้เป็นอุบัติการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ทาง โดยเฉพาะการพังทลายของระบบเศรษฐกิจการค้าที่ยังหาจุดจบไม่ได้ และดูเหมือนทุกคนจะโดนผลกระทบเหมือนๆ กัน แต่ช้าก่อน ถ้ามองดูตัวเลขสถิติต่างๆ ให้ดี สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือช่องว่างทางด้าน “ความมั่งคั่ง” ระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มี” กำลังขยายตัวกว้างขึ้นอย่างน่ากลัวและจะเป็นการปรับฐานสมดุลย์ทางด้านความมั่งคั่งที่ทำให้โอกาสเกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยากมาก
มองไปรอบๆ ตัวทุกรัฐบาลมีวิธีแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนผ่านนโยบายอัดเงินเข้าระบบไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย การแจกเงิน การลดภาษี ผ่อนปรนหนี้ ฯลฯ อย่างสหรัฐอเมริกาเองเมื่อเดือนมีนาคมก็มีออก American Rescue Plan Act ซึ่งนับเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดยักษ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบที่ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ หรือช่วยลดช่องว่างทางด้านความมั่งคั่งลงได้
เรามาดูตัวเลขที่นิตยสาร Time เค้าพูดถึงเรื่องความมั่งคั่งที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มในอเมริกาช่วงโควิดกัน เค้าบอกว่าตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า CARES Act มากว่า 2.2 ล้านล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว ผลที่เกิดขึ้นคือกลายไปช่วยทวีคูณความมั่งคั่งให้คนรวย 1% ที่อยู่ด้านบนของปิรามิดประชากรเป็นมูลค่าถึงกว่า 4.8 ล้านล้านเหรียญเลยทีเดียว ในขณะที่คน 80% ที่อยู่ด้านล่างฐานปิรามิดต้องแบ่งความมั่งคั่งมูลค่าแค่ 12,000 ล้านเหรียญกัน คิดดูสิครับว่าเท่าเทียมกันตรงไหน
แล้วอะไรล่ะที่จะมาช่วยลดช่องว่างตรงนี้ได้ ถ้าพูดกันตรงๆ ก็ต้องเป็นเรื่องของการจัดสรรปันส่วนความมั่งคั่งเสียใหม่ และก็หนีไม่พ้นเรื่องของการจัดเก็บ “ภาษีความมั่งคั่ง” ที่ผมเคยพูดถึงมาหลายครั้งหลายครา รวมถึงที่ tweet ไปล่าสุด https://twitter.com/Thavisin/status/1393848184510713859
ในอเมริกา ฝ่ายสนับสนุนแนวคิดนี้บอกว่าแนวคิดง่ายๆ ก็คือในยุควิกฤตินี้ คนที่เก็บเกี่ยวความมั่งคั่งจากระบบทุนนิยมได้มากกว่าคนอื่นในช่วงก่อนวิกฤติสมควรที่จะต้องถูกเก็บภาษีเป็นกรณีพิเศษเพื่อช่วยเหลือและกระจายความมั่งคั่งออกไปสู่ระบบ โดยมีสองแนวคิดคือ 1.) ปรับฐานภาษีใหม่ไปเลยระยะยาวสำหรับกลุ่มที่มีความมั่งคั่งกว่าคนอื่น เช่นฐานภาษี 3% ทุกปีสำหรับกลุ่มที่มั่งคั่งเกิน 1 พันล้านเหรียญ หรือ 2.) เก็บภาษีเฉพาะกิจครั้งเดียวโดยขยายฐานให้กว้างขึ้น เช่นภาษีเฉพาะกิจ 5% สำหรับผู้ที่มีความมั่งคั่งเกิน 2.5 ล้านเหรียญ ซึ่งน่าสนใจตรงที่เมื่อมีการทำโพลสำรวจความเห็นคนอเมริกัน ไม่ว่าจะฝ่ายเดโมแครตหรือรีพับลิกันก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ไม่น้อยทีเดียว
แต่การแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่อย่าง ภาษีความมั่งคั่ง สำหรับประเทศไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับการยอมรับ เพราะอย่างเรื่องภาษีมรดกที่เราถกเถียงกันมานานก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ด้วยการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของหลายๆ ฝ่ายที่ยังไม่มีความจริงใจในการร่วมหาทางออก
แต่ผมว่าในสถานการณ์แบบนี้ สถานการณ์ที่ความเดือดร้อนแผ่กระจายไปยังเพื่อนร่วมสังคมที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจกว่าเรา การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ อาจไม่สัมฤทธิผลครับ ต้องใช้ยาแรง คนที่มีแรงช่วยคนอื่นต้องมองข้ามประโยชน์ส่วนตัวให้ได้

