หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจอาหารยั...

ธุรกิจอาหารยังเงียบเหงา เหตุคนกลัวโควิดขยาดการออกจากบ้าน แม้รัฐเปิดให้นั่งทานที่ร้านได้แล้ว

18.05.21 | 12:10 น.

ธุรกิจอาหารยังเงียบเหงา เหตุคนกลัวโควิดขยาดการออกจากบ้าน แม้รัฐเปิดให้นั่งทานที่ร้านได้แล้ว

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลได้อนุญาตให้นั่งรับประทานอาหารในร้านได้ถึง 21.00 น. จำนวนไม่เกิน 25% และเปิดให้ขายอาหารแบบซื้อกลับบ้านได้ถึง 23.00 น. ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม เป็นต้นไป เบื้องต้นบรรยากาศยังคงเงียบเหงาอยู่ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังคงกังวลการระบาดโควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อรายวันในจำนวนสูงมาก และพบผู้ติดเชื้อกระจายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จึงยังงดเว้นการออกจากบ้าน หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ โดยสมาคมฯ อยู่ระหว่างให้สมาชิกประเมินผลเชิงบวกอยู่ ว่าการผ่อนปรนของรัฐบาลจะสามารถดึงยอดขายกลับมาได้มากหรือน้อยเท่าใด โดยเบื้องต้นพิจารณาจากสัดส่วนที่รัฐกำหนดให้นั่งทานในร้านได้ 25% จากยอดทั้งหมดแบ่งเป็นยอดขายจากการนั่งทานที่ร้านมีประมาณ 80% ส่วนอีก 20% เป็นการซื้อกลับบ้านบวกกับการขายผ่อนช่องทางออนไลน์ มองว่ายอดขายคงดึงกลับมาได้มากสุด ไม่เกิน 50% จากยอดขายทั้งหมด เทียบกับภาวะปกติ ส่วนจะคิดเป็นเม็ดเงินเท่าใดนั้น ต้องขอประเมินภาพที่ชัดเจนอีกครั้งก่อน


“การที่รัฐบาลอนุญาตให้เปิดนั่งทานที่ร้านได้แล้ว ถือเป็นส่วนช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ยังมีความจำเป็นต้องเดินทางออกจากบ้าน อาทิ ทำงาน ทำธุระส่วนตัว หากหิวก็สามารถนั่งทานที่ร้านได้ จากเดิมที่ต้องซื้อกลับบ้านเท่านั้น ซึ่งกระทบกับผู้ที่ต้องทำงานนอกบ้าน เพราะไม่มีพื้นที่สาธารณะในการซื้อกลับไปทานที่อื่นนอกเหนือจากนั่งทานที่ร้านได้ โดยเมื่อเปิดให้นั่งที่ร้านได้ ผู้ประกอบการก็สามารถเปิดร้านได้เต็มที่มากขึ้น ถือเป็นทางออกที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้” นางฐนิวรรณ กล่าว

นางฐนิวรรณ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการตอนนี้คือ การฉีดวัคซีนให้กับคนในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะมีผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง โดยขณะนี้มีคนในธุรกิจอาหารต้องการรับวัคซีนแล้วกว่า 1 แสนราย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่ารัฐบาลควาบริหารจัดการวัคซีนให้กับธุรกิจร้านอาหารก่อน เบื้องต้นอาจทยอยให้ผ่านการกำหนดจำนวนเป็นระยะๆ เพื่อนำร่องในการเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ซึ่งส่วนนี้สมาคมฯ ยินดีเป็นผู้ประสานกับรัฐบาล ในการนำผู้ที่ลงชื่อขอรับวัคซีนไปฉีดวัคซีนในสถานที่ที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและกระจายเชื้อไวรัสลง นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเติม ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง เราชนะ และม.33 เรารักกัน ที่รัฐบาลใส่เม็ดเงินเข้าระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนนี้อยากให้รัฐบาลปลดล็อกให้ร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคลสามารถเข้าร่วมโครงการเหล่านี้ได้ด้วย เพราะที่ผ่านมาวิกฤตยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน ร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคลจึงหลบทางให้ร้านอาหารขนาดเล็ก หรือร้านอาหารริมถนนก่อน เพื่อให้สามารถมีรายได้เลี้ยงชีพได้ แต่ภาวะวิกฤตในปัจจุบันส่งผลกระทบกับร้านอาหารที่มีขนาดใหญ่ หรือนิติบุคคลแล้ว จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือไม่แตกต่างกัน