โควิดระลอก 3 ทำท่องเที่ยวดับสนิท ย้ำรัฐต้องทำแผนบริหารวัคซีนให้ชัดเจน เหตุเหลือทางรอดเดียว
นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศขณะนี้ยังดับสนิทอยู่ นับตั้งแต่เกิดการระบาดระลอก 3 ในช่วงต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ผ่านมากว่า 1 เดือนเศษแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่า รัฐบาลจะสามารถควบคุมการระบาดได้ในตอนใด ทำให้ความกังวลการติดเชื้อโควิดในตอนนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ ที่ไม่มีใครอยากเดินทางออกนอกบ้านอยู่แล้ว จึงไม่ต้องพูดถึงการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวที่หยุดชะงักไป บวกกับขณะนี้ในแต่ละจังหวัดมีการออกมาตรการควบคุมการระบาดโควิดที่มีความเข้มข้นแตกต่างกันไป อาทิ ผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน หากเดินทางเข้ามาในพื้นที่จะต้องกักตัว 14 วัน เพื่อเน้นในการควบคุมการระบาดให้อยู่ก่อน ทำให้การเดินทางไม่สะดวกเหมือนช่วงปกติ ยิ่งทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่งมากขึ้น ภาวะในตอนนี้จึงเป็นเหมือนการล็อกดาวน์ไปในตัว โดยมีการประเมินว่า ในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีการนำเข้าวัคซีนล็อตใหญ่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถคุมการระบาดได้ในเดือนดังกล่าว แต่เบื้องต้นยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมการระบาดได้จริง เนื่องจากวัคซีนที่เข้ามายังไม่มีจำนวนชัดเจนว่าจะเข้ามาเท่าใด บวกกับการเร่งฉีดให้ประชาชนยังไม่มีแผนที่ชัดเจนว่า ระยะที่ 1 ควรฉีดให้พื้นที่ใดก่อน กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มใด และระยะต่อไปต้องดำเนินการอย่างไรอีก ทำให้ความเชื่อมั่นในตอนนี้หายไป ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่ในส่วนของภาคเอกชนหรือประชาชน
นายชำนาญ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพราะถือเป็นทางออกในการผ่านวิกฤตโควิดรอบนี้ คือ 1.วัคซีนต้านไวรัส ถือเป็นทางออกเดียวของภาคการท่องเที่ยวไทย โดยอยากขอให้การนำเข้าวัคซีนแต่ละล็อต มีจำนวนที่ชัดเจน และเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่รัฐบาลประกาศไว้ โดยเฉพาะการจัดสรรให้กับจังหวัดนำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้ง 10 เมืองให้ได้ และ 2.ฉีดวัคซีนให้คนภูเก็ตให้ได้ 100% เพราะที่ผ่านมาพูดกันว่าต้องฉีดให้ได้อย่างน้อย 70% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่จะช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้น แต่ขณะนี้พอเกิดการระบาดระลอก 3 ทำให้ความเชื่อมั่นทั้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนในประเทศเองลดลง จึงอยากให้นำร่องพื้นที่ฉีดให้คนในพื้นที่ดังกล่าวครบ 100% เพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา และประกาศให้ทั่วโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ฉีดวัคซีนต้านไวรัสครบ 100% แล้ว โดยความสามารถในการฉีดวัคซีนให้กับคนภูเก็ต เอกชนมีความสามารถฉีดได้วันละ 10,000 โดสต่อวัน แบบไม่เหนื่อยมาก และสามารถเพิ่มความสามารถในการฉีดได้อีก 15,000-20,000 โดสต่อวัน ทำให้การตั้งรับในการฉีดวัคซีนให้คนภูเก็ตไม่มีปัญหา แต่ปัญหาที่พบคือ ไม่มีวัคซีนให้ฉีด
“ภาคการท่องเที่ยวยังรอความหวังในเรื่องวัคซีน ที่จะระดมเข้ามาก่อนเพื่อฟื้นเศรษฐกิจในภาพรวม และดึงบรรยากาศให้คนกล้าเดินทางเพิ่มขึ้น โดยยืนยันว่า ผู้ประกอบการไม่ได้พูดแต่ว่าอยากให้เปิดประเทศรับต่างชาติ หรือกลับมาเดินทางท่องเที่ยวตลอดเวลา แต่เนื่องจากเมื่อการเดินทางหยุดชะงักไป เท่ากับว่ารายได้ของผู้ประกอบการหายไปด้วย สวนทางกับรายจ่ายที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง บวกกับการที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับความเดือดร้อนในขณะนี้แต่อย่างไร ความจริงเอกชนเห็นด้วยว่า มาตรการล็อกดาวน์ในตอนนี้ทำถูกแล้ว เพราะรัฐบาลต้องคุมการระบาดให้ก่อน แต่ต้องไม่ลืมการจัดทำแผนฟื้นฟูภาคธุรกิจและเศรษฐกิจให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนรับมือได้ ไม่อย่างนั้นอาจต้องตายกันหมด รวมถึงอยากให้ฟังเสียงภาคเอกชนด้วย แม้ภาคเอกชนไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปช่วยในเรื่องบริหาร แต่มีส่วนช่วยในด้านการคิดรูปแบบและวางแผนได้ เพราะเอกชนแต่ละรายอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรง แม้ความรู้อาจน้อยไม่เทียบเท่าทีมบริหารก็ตาม” นายชำนาญ กล่าว

