‘ท่องเที่ยว’ กระอักเลือด หลังต่างชาติหายไปปีเศษ ชงรัฐแบ่งเงินกู้ 7 แสนลบ. หยิบเยียวยา-ฟื้นฟูเพิ่ม
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการ ท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ภาพรวมภาคการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ประเทศไทยอาศัยรายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ทำให้การระบาดระลอก 3 ที่เกิดขึนในช่วงต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้นั้น ปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การนำเข้าและกระจายฉีดวัคซีนต้านไวรัสให้ทั่วถึงในกลุ่มเป้าหมายหลักทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความปลอดภัยจากการระบาดโควิดระลอกใหม่ ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก โดยหากรัฐบาลสามารถทำได้ จะมีโอกาสในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติชัดเจนมากขึ้น เพราะขณะนี้รัฐบาลมีแผนในการนำร่องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านภูเก็ตโมเดล ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งหากสามารถทำได้จะถือเป็นตัวชูโรงให้กับประเทศไทย ว่ามีพื้นที่ที่สะอาดและปลอดเชื้อโควิดอย่างแท้จริงแล้ว แต่เนื่องจากรัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ และหากประเมินสัญญาณในตอนนี้ ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะควบคุมได้ในช่วงใด ซึ่งหากใช้เวลาในการคุมการระบาดทั้งเดือนพฤษภาคมนี้ จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งเดือน เท่ากับว่าโอกาสในการเปิดประเทศตามไทม์ไลน์ นำร่องภูเก็ตโมเดลในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ อาจมีโอกาสเป็นไปได้น้อยลง
นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า หลังจากการระบาดโควิดระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน ผ่านมามากกว่า 1 ปีแล้ว ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 100% แม้ในระยะหลังจะมีเข้ามาบ้าง แต่ก็เป็นจำนวนที่น้อยมาก จนไม่ได้เกิดอานิสงส์เชิงบวกขึ้น โดยขณะนี้ธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ บริษัททัวร์นำเที่ยว ขนส่งท่องเที่ยว ที่รองรับตลาดต่างชาติเป็นหลัก (อินบาวด์) ผู้ประกอบการได้ปิดธุรกิจลงชั่วคราวแล้วเกือบ 100% ส่วนที่ปิดธุรกิจถาวรและเปลี่ยนอาชีพไปแล้ว คาดว่าอย่างน้อยมีเป็นหลักมากกว่า 10% ซึ่งประเมินว่า ผู้ประกอบการที่ปิดชั่วคราว เพื่อรอดูทิศทางในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยหากยังไม่มีตวามชัดเจนในการเปิดประเทศจริง คาดว่าจะมีผู้ประกอบการที่ปิดตัวชั่วคราว ต้องปิดตัวลงภาวรและเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นอีกจำนวนมาก เนื่องจากที่ผ่านมา ธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิดต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งผ่านมาแล้ว 1 ปีกว่า แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐได้ โดยเฉพาะแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แม้จะมีบางส่วนที่มีศักยภาพมากกว่า สามารถเข้าถึงได้ แต่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอีต่างๆ มีส่วนน้อยมากที่เข้าถึงซอฟต์โลนได้จริง
นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า จากกระแสข่าวที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้เพิ่มเติมวงเงิน 700,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 30,000 ล้านบาทแรก จะใช้สำหรับแก้ปัญหาโควิด-19 ทั้งการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม, การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ และ 400,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมชดเชยเยียวยาเพิ่มเติม และ 270,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เบื้องต้นมองว่า ในก้อน 2.7 แสนล้านบาท ที่ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น หากรัฐบาลจัดทำแผนโครงการหรือมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชัดเจนออกมา พบว่ามีเงินส่วนที่เหลือจากการใช้ดำเนินโครงการต่างๆ ก็อยากให้นำมาใส่เป็นงบประมาณในภาคการท่องเที่ยว เพราะท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้หลักเข้าประเทศไทย โดยเฉพะท่องเที่ยวถือเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการหมุนเวียรรายได้ในหลายส่วน จึงเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถแบ่งงบประมาณมาฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว จะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวมได้ด้วย โดยอาจแบ่งเป็นงบประมาณเพื่อใช้ในการเยียวยาผู้ประกอบการธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากที่สุด ก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เคยขอไปแล้ว อาทิ แหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ที่จะช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจพยุงตัวเองอยู่ได้
“หากรัฐบาลมองว่าภาคการท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ออกมาเป็นมาตรการช่วยในภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะเลย แม้จะมีบางมาตรการที่สามารถช่วยได้ แต่มักเป็นการหว่านความช่วยเหลือแบบรวมๆ มากกว่า จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาตรงส่วนนี้ด้วย” นายศิษฎิวัชร กล่าว

