‘ธปท.’ ชี้วัคซีนมีผลต่อศก.มากสุด หลังไทยฟื้นตัวล้าหลังต่างชาติ แนะดึงเงินธนาคาร 2.3 ล้านล้านบาท มาใช้
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ถือว่าเปลี่ยนมุมมองทางเศรษฐกิจไปมากพอสมควร เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ได้รับผลกระทบทำให้การฟื้นตัวล่าช้าและลากยาวออกไป รวมถึงการฟื้นตัวจะไม่มีความเท่าเทียมกันด้วย ซึ่งเป็นภาพที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2564-2565 โดยภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่ยังไปได้ดีอยู่ เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่สามารถกลับมาขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจไทยที่ถือว่าล้าหลังหลายประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาแล้ว หลังจากหดตัวลงในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา โดยจากการคาดการณ์เชื่อว่าตัวเลขการเติบโตในภาคการส่งออกปี 2564 คาดว่าจะเติบโตได้สูงกว่าปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่ยังไม่ได้เกิดการระบาดโควิด-19 ขึ้น สอดคล้องกับการระบาดระลอก 3 ในปัจจุบัน ที่ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมมากนัก แต่หนักอยู่ที่ภาคบริการ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพารายได้หลักจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในสัดส่วนที่สูง หากเทียบกับจีดีพีรวม โดยภาคการส่งออกไทยที่สามารถฟื้นตัวได้ดีนั้น ยังไม่สามารถส่งผลเชิงบวกต่อตลาดแรงงานได้ เนื่องจากมีการจ้างงานที่เกิดจากภาคการส่งออกเพียง 10% จากกำลังแรงงานเท่านั้น ทำให้แม้การส่งออกจะดึงให้จีดีพีปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่ตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะความเปราะบาง สะท้อนได้จากจำนวนคนว่างงานและผู้เสมือนว่างงานยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าหากมีข้อมูลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม เข้ามาด้วย จะทำให้ภาพของตลาดแรงงานเลวร้ายลงอีก
“โจทย์สำคัญคือ การกระจายสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินไทยที่มีอยู่ถึง 2.3 ล้านล้านบาท ให้ไปสู่ธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง รวมถึงการกู้เงินเพื่อใช้ในการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เนื่องจากเม็ดเงินสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย ปัจจุบันมีสูงมาก ซึ่งมีความสามารถในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้ เนื่องจากปัญหาของเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีสภาพคล่อง แต่สภาพคล่องที่มีอยู่กระจุกตัวและไม่ถูกนำออกมาใช้มากกว่า รวมทั้ง พ.ร.ก.เงินกู้ 7 แสนล้านบาท มองว่าสามารถโยกเม็ดเงินส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ออกไปใช้ได้ เพราะในระบบถือว่ามีสภาพคล่องค่อนข้างเหลือเฟื้อ” นายดอน กล่าว
นายดอน กล่าวว่า อนาคตของเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับ 4 นโยบาย ได้แก่ 1.นโยบายการจัดหาและกระจายฉีดวัคซีน 2.นโยบายการคลัง 3.นโยบายการเงิน และ 4.นโยบายการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านสถาบันการเงิน โดยนโยบายที่สำคัญที่สุดคือ การจัดหาและกระจายฉีดวัคซีน เนื่องจากเปรียบเทียบกันทั้ง 4 นโยบายดังกล่าว พบว่า หากไม่สามารถจัดหาและกระจายฉีดวัคซีนได้ดีเท่าที่ควร อีก 3 นโยบายที่เหลือ ต่อให้ทำแทบตาย เศรษฐกิจก็ไม่มีทางฟื้นตัวได้ เนื่องจากการฉีดวัคซีนในสัดส่วนที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชนในประเทศได้ จะส่งผลให้อัตราการติดเชื้อโควิดลดน้อยลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติมากขึ้น รวมถึงดึงดูดความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้กลับมาท่องเที่ยวในไทยอีกครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่หดตัวลงลึกมากๆ เป็นผลมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป ซึ่งปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถกลับมาเที่ยวไทยได้ในช่วงใด ส่วนคนในประเทศเองก็ไม่กล้าใช้จ่ายมากนัก เพราะความกังวลการระบาดโควิดในขณะนี้ยังคงกดดันบรรยากาศภาพรวม โดยได้จัดทำภาพจำลองการฉีดวัคซีนออกเป็น 3 ตัวอย่าง ได้แก่ 1.ฉีดวัคซีนได้ 100 ล้านโดส จะดึงจีดีพีขึ้นมาได้ 2% 2.ฉีดได้ 64 ล้านโดส จะดึงจีดีพีขึ้นมาได้ 1% และ 3.หากฉีดได้ต่ำกว่านั้น ก็จะดึงจีดีพีได้น้อยลง ซึ่งผลของการฉีดวัคซีนได้ที่จำนวนเท่าใดในปีนี้ และเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นช้าหรือเร็วมากเท่าใด จะส่งต่อไปยังปี 2565 ที่คาดการณ์จีดีพีไทยจะเติบโตที่ 1.1-4.7% ซึ่งมีความกว้างของช่วงจีดีพีค่อนข้างมาก เพราะจีดีพีจะเติบโตได้ที่เท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่หากทำได้เร็วเท่าใด การกลับมาของต่างชาติก็เร็วตามไปด้วย
“ที่ผ่านมา นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และนโบบายของสถาบันการเงิน ได้ทำงานใกล้ชิดกันมาตลอด เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในทุกขนาด อาทิ อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ 0.50% ถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติการณ์แล้ว และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำแบบนี้ต่อไปอีก 1-2 ปี เพราะหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวกลับมาจริง การปรับขึ้นดอกเบี้ยคงไม่ได้เห็นง่ายๆ รวมถึงการให้สินเชื่อในรูปแบบต่างๆ ทั้งรายย่อย และรายใหญ่ การพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ รวมถึงโกดังพักหนี้ ที่ออกมาช่วยลดผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวว่า สำหรับความกังวลในเรื่องเศรษฐกิจไทยจะก้าวเข้าสู่อัตราการขยายตัวต่ำ แต่อัตราเงินเฟ้อสูงหรือไม่ ซึ่งในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เงินเฟ้อกระโดดขึ้นมาค่อนข้างสูง แต่ยังคิดว่าเป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว เพราะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นมาจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแรง ซึ่งถือเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุน ส่วนเงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการ หากพิจารณาจากเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะไม่สดใสมากนัก จะเห็นว่าแรงกดดันด้านราคาจากความต้องการซื้อสินค้าและบริการมีน้อย ทำให้ประเมินภาพในระยะถัดไป การที่เศรษฐกิจไทยจะก้าวเข้าสู่ภาวะอัตราการขยายตัวต่ำ แต่อัตราเงินเฟ้อสูง แทบจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่สิ่งที่กังวลว่าอาจเกิดขึ้นเป็นภาวะเงินเฟ้อจะไม่ปรับเพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะลากยาวออกไปอีกมากกว่า
นอกจากนี้ การระบาดระลอก 3 ของโควิด-19 ส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในภาวะเลวร้ายอยู่แล้ว โดยจะเห็นว่า ก่อนเกิดการระบาดโควิด หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับ 80% หลังจากเกิดโควิดระบาด หนี้ครัวเรือนปรับขึ้นมาที่ 89-90% ซึ่งเส้นกลางอยู่ที่ 85% หากหนี้ครัวเรือนอยู่ต่ำกว่า 85% จะช่วยเติมเต็มให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี แต่หากเกิน 85% จะส่งผลให้เกิดการฉุดรั้งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย โดยยกตัวอย่างง่ายๆ คือ หากคนมีหนี้จำนวนมาก ก็จะไม่มีอำนาจในการใช้จ่าย เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อนเป็นหลัก ซึ่งหนี้ครัวเรือนในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อการใช้จ่ายส่วนบุคคล คือ เป็นหนี้ระยะสั้น ไม่มีหลักประกัน และมีดอกเบี้ยสูง ซึ่งสวนทางกับอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่ส่วนมากจะก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ อาทิ บ้าน รถยนต์ โดยหากมองไปข้างหน้า ในช่วงปลายปี 2563 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่าที่ 14 ล้านล้านบาท ในปี 5 ปีถัดไป จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.1 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 93% ของจีดีพีรวม ซึ่งหากสามารถทำให้หนี้ครัวเรือนโตในอัตราที่ชะลอลงได้ ที่ประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งเทียบเท่าอัตราการเติบโตในช่วง 5 ปี ก่อนเกิดการระบาดโควิด จะทำให้มูลค่าหนี้ครัวเรือนปรับขึ้นมาที่ 15.4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 79% ส่วนต่างประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าแตกต่างกันสูงมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยจะต้องบริหารจัดการให้ได้ โดยอาศัยการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการเงิน ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ควบคุมการกำเนิดหนี้ และการเติบโตของหนี้ไม่ให้อยู่ในอัตราที่สูงเกินไป เพื่อให้หนี้ครัวเรือนกลับมาอยู่ในระดับที่สร้างความสบายใจได้

