นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาโอกาสการค้าสินค้าเกษตรไทยในแดนภารตะ จัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า สินค้าเกษตรที่อินเดียนำเข้าปี2558 ส่วนใหญ่เป็นถั่วและผลไม้ เนื่องจากประชากรครึ่งหนึ่งจำนวน1.28 พันล้านคน รับประทานอาหารมังสวิรัติ แม้อินเดียมีกำลังผลิตผลไม้ 74 ล้านตัน/ปี และเป็นประเทศอันดับ 2 ของโลกที่เพาะปลูกผลไม้ รองจากจีน หรือมีปริมาณผลผลิต 12.5% ของผลไม้ทั้งโลก แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่มีความต้องการบริโภคต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ความต้องการบริโภคผลไม้ปี 2558 ประมาณ 70 ล้านตัน เพิ่มเป็น 75 ล้านตันในปี 2559 และเป็น 80 ล้านตันในปี 2560 โดยผลไม้ 5 ลำดับแรกที่มีความต้องการสูง คือ กล้วยสัดส่วน 39.8% มะม่วงสัดส่วน 20.3% มะนาวสัดส่วน 10% มะละกอสัดส่วน 5.6% ฝรั่งสัดส่วน 3.3% จึงเป็นโอกาสที่ดีของการส่งออกผลไม้ไทยไปอินเดียมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการเจาะตลาดอินเดีย คือ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทย ยังมีความเข้าใจตลาดอินเดียน้อย และมีมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ ดังนั้น รัฐควรสร้างไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน เพื่อแสดงศักยภาพและประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยให้รู้จักมากขึ้น การใช้เที่ยวบินโลวคอสต์ขนส่งผลไม้ไทยเพื่อลดต้นทุนและรักษาความสดใหม่ของผลไม้
นางจิตตรา ปัญญาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาตาโปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ผลไม้ไทยส่งไปอินเดียแล้ว ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องระบบการขนส่งและการกระจายสินค้าให้ทั่วถึง ลักษณะตลาดเป็นการขายส่งหรือตลาดผลไม้ จึงไม่ให้ความสำคัญกับหีบห่อ และการซื้อต่อครั้งยังเป็นจำนวนน้อยมากกว่าซื้อแบบเหมาตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ไม่คุ้มต้นทุนหรือขาดทุนได้ง่าย ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสที่ดีต่อผู้ค้าเอสเอ็มอีหากจะเจาะตลาดอินเดีย

