จับตาสภาพัฒน์ รื้อฐานข้อมูลเอสเอ็มอีไทย เจียดเงินกู้ 5 แสนล้านอุ้ม
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวในงานงานสัมมนา Thailand Survivor … ต้องรอด จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เครือมติชน ว่า กรณี พล. อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้ทีมเศรษฐกิจ ดูมาตรการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดหลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเสริมสภาพคล่อง ช่วยรักษาระดับการจ้างงาน ว่า สถานการณ์เอสเอ็มอีเวลานี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ปิดกิจการก่อนการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กลุ่มที่ปิดกิจการจากปัญหาโควิด-19 และกลุ่มที่เพิ่งมีปัญหาจากโควิด-19 ระลอกสาม ดังนั้นจึงทำการแยกข้อมูลมีความยาก รัฐบาลจึงให้ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์ เข้ามาช่วยในเรื่องข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อจะปล่อยให้กับกลุ่มที่ยังมีความสามารถในการทำธุรกิจหรือไม่เป็นหนี้เสีย ส่วนกลุ่มที่ไม่รอดถ้าเข้าไปช่วยอาจจะสูญเสียทรัพยากรได้ เวลานี้จึงกำลังหาวิธีการเก็บและแยกข้อมูลออกมา จะช่วยในกลุ่มธุรกิจที่ถูกกฎหมาย หรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เสียภาษี
“ต้องยอมรับว่าข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของรัฐบาลนั้นค่อนข้างแย่ ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ที่มีฐานข้อมูลอยู่ 3 ล้านรายก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน และสถานการณ์ธุรกิจเป็นอย่างไร จึงต้องให้ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วย อาทิ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ หากต้องการสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ก็ให้บริษัทคู่ค้า หรือ ซัพพลายเชน การันตีให้ และธนาคารก็ให้สินเชื่อ เรื่องนี้จะต้องดำเนินการทั้งสองด้าน ทั้งผู้ยื่นขอและปล่อยสินเชื่อ”นายดนุชากล่าว
นายดนุชา กล่าวว่า เวลานี้รัฐบาลมีโครงการขึ้นทะเบียนสินค้าเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ภาครัฐเลือกประมูลสินค้า และมีนโยบายว่าจะทำการเลือกประมูลสินค้าไทยก่อน แม้ว่าจะราคาสูงกว่าสินค้าที่มาจากต่างประเทศ ก็ยังมีผู้ประกอบการมาลงทะเบียนน้อย อาจจะเนื่องจากกลัวการเสียภาษี ขอยืนยันประเด็นหลักของการจัดเก็บข้อมูลของรัฐบาลไม่ได้ต้องการเก็บภาษี แต่ต้องการจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลเพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ง่ายและตรงจุด ไม่ต้องเปิดลงทะเบียนให้เสียเวลา และไม่ทันต่อเหตุการณ์ด้วย
นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ประกอบไปด้วย 3 แผนงาน 1.แผนงานสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดซื้อวัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.แผนงานเยียวยา 3 แสนล้านบาท เอาไว้ช่วยเหลือประชาชนหากมีการระบาดรอบใหม่ แต่ถ้าไม่มีการระบาดใหม่ จะนำเงินตัวนี้ไปช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพราะธุรกิจได้สู้มาตลอดปีกว่าแล้ว จะเป็นออกซิเจนช่วยให้หายใจต่อไปได้ แต่ต้องมีการช่วยแหลือแบบพุ่งเป้า โดยประสานงานกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ในการพัฒนามาตรการนี้ขึ้นมา เพื่อให้เอสเอ็มอีได้รับการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมายมากที่สุด
นายดนุชา กล่าวว่า 3.แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1.7 แสนล้านบาท เน้นเรื่องการลงทุนภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพราะว่างบประมาณประจำปี 2565 จะออกมาในเดือนตุลาคมนี้ และมีงบประมาณที่จำกัดมาก อีกทั้งต้องกระตุ้นการบริโภค ในแต่ละช่วงเวลาให้อยู่ในระดับปกติ อีกส่วนสำคัญคืองบส่วนนี้จะเน้นการรักษาระดับการจ้างงานภาคเอสเอ็มอี ซึ่งภาครัฐจะเตรียมทำในช่วงที่เหลือของปี

