นับถอยหลัง เปิดรับนักเที่ยว1ก.ค. ฝ่า30วันอันตราย ‘ล่ม’ หรือ ‘รอด’

นับถอยหลัง เปิดรับนักเที่ยว1ก.ค. ฝ่า30วันอันตราย ‘ล่ม’ หรือ ‘รอด’

นับถอยหลัง เปิดรับนักเที่ยว1ก.ค. ฝ่า30วันอันตราย ‘ล่ม’ หรือ ‘รอด’

ก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน 2564 อย่างเต็มตัว หลังจากเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ขึ้นเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นับจนถึงปัจจุบันเป็นเวลารวมกว่า 2 เดือนแล้ว แต่แนวโน้มการระบาดไวรัสยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเห็นกลุ่มผู้ติดเชื้อใหม่ (คลัสเตอร์) เพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้การเดินทางหยุดชะงักลง คนส่วนใหญ่พยายามไม่ออกจากบ้าน หากไม่จำเป็นจริงๆ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด ทำให้การใช้จ่ายชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ ถือเป็นห่วงโซ่ผลกระทบที่เกี่ยวพันกันไปหมด

⦁วัคซีนชี้ชะตาเปิดประเทศรับนักเที่ยว
ความหวังในการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศ และการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังจากที่ต่างชาติไม่สามารถมาเที่ยวไทยได้เป็นเวลาปีกว่าแล้ว โดยหลังจากเกิดกรณีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่ตามกำหนดจะต้องได้รับการส่งมอบในเดือนพฤษภาคม จำนวน 1.7 ล้านโดส แต่ถูกเลื่อนออกไปส่งมอบรวมกับจำนวน 4.3 ล้านโดส ภายในเดือนมิถุนายนนี้ เท่ากับว่าจะเข้ามารวม 6 ล้านโดส จำนวนนี้หากรัฐบาลสามารถเร่งกระจายฉีดให้กับประชาชนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ เชื่อว่าจะทำให้ความเสี่ยงของการติดเชื้อแล้วไม่เกิดอาการรุนแรงลดลง ระยะสั้นส่งผลทางจิตวิทยาและเริ่มออกมาใช้ชีวิตปกตินอกบ้านมากขึ้น

ประกอบกับเมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายน เท่ากับว่าเหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น จะถึงกำหนดเป้าหมายรัฐบาลต้องการเปิดประเทศเปิดรับนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ ภายใต้รูปแบบแซนด์บ็อกซ์ นำร่องผ่านโครงการภูเก็ตโมเดล ซึ่งการเปิดรับต่างชาติของภูเก็ตครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันด้วยความหวังทั้งหมดที่มีอยู่ของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบ เนื่องจากผลกระทบของการระบาดโควิด ทำให้ผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกจนถึงระลอก 2 และถูกกระแทกต่อจากการระบาดระลอก 3 ในปัจจุบัน รายได้ที่หายไปเกือบทั้งหมด สวนทางกับรายจ่ายที่ยังมีอยู่ ทั้งต้นทุนคงที่ต่างๆ และค่าจ้างแรงงาน โดยภาคท่องเที่ยวถือเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการจ้างงานสูงที่สุดในภาพรวมธุรกิจ เพราะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้เมื่อผู้ประกอบการหลายรายพยุงการจ้างงานไว้ไม่ไหว ต้องปิดธุรกิจลงชั่วคราวหรือถาวร ก็ต้องเลิกจ้างพนักงานไป ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่กังวลว่าจะเกิดขึ้นตามมาคือ ปัญหาทางสังคม เพราะเมื่อคนไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้จ่าย ทางออกคือการก่ออาชญากรรม เหตุลักวิ่งชิงปล้นต่างๆ ที่อาจเพิ่มมากขึ้น แม้ในปัจจุบันจะมีอัตราการก่อเหตุที่สูงอยู่แล้วก็ตาม

โดยหากสามารถเปิดประเทศได้ตามแผนที่กำหนดไว้ เท่ากับว่าความหวังที่ธุรกิจจะถูกเติมออกซิเจนเพื่อช่วยให้หายใจได้มีมากขึ้น ธุรกิจอาจสามารถยืนไหว เพื่อรอการฟื้นตัวอีกครั้ง แต่หากไม่สามารถเปิดประเทศได้ตามแผน นอกจากจะเป็นการดับความหวังที่เดิมพันด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายของผู้ประกอบการธุรกิจหลายรายแล้ว ประเทศไทยอาจต้องสูญเสียโอกาสที่เศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ หรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจใช้เวลาที่ลากยาวออกไปมากกว่า ปี 2565 อย่างที่คาดไว้

⦁หวั่นแผนล่มทำเงินหาย 1.5 แสนลบ.
ชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า หากแผนเปิดประเทศรับต่างชาติ ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ไม่สามารถทำได้จริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการท่องเที่ยวคงไม่มากไปกว่านี้ เพราะขณะนี้ถือเป็นจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะเห็นการปิดตัวลงถาวรของผู้ประกอบการอีกจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมา ธุรกิจหลายรายใช้เงินทุนทั้งหมดที่มี ประคองธุรกิจเพื่อรอเปิดประเทศในเดือนกรกฎาคม ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ ถือเป็นการเทหมดหน้าตักแล้ว โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกจากธุรกิจจะไปไม่ไหวจำนวนมาก ยังทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการดึงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาหมุนเวียนในประเทศเพิ่ม ทำให้ความเชื่อมั่นของทั้งคนไทยและต่างชาติลดลง โดยหากประเมินผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม อ้างอิงจากการประเมินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่าหากเปิดประเทศในเดือนกรกฎาคมนี้ จะสร้างรายได้เฉพาะในไตรมาส 3/2564 รวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเงินทั้งก้อนนี้จะหายไปทั้งหมด หากแผนการเปิดประเทศไม่เป็นไปตามคาดไว้

“ภาคการท่องเที่ยวยังรอความหวังในเรื่องวัคซีน ที่จะระดมฉีดให้กับประชาชน และการเปิดประเทศตามกำหนดในวันที่ 1 กรกฎาคม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม แม้สถานการณ์ตอนนี้จะยังมีการระบาดโควิดอย่างต่อเนื่อง แต่การนำร่องเปิดรับต่างชาติ ถือว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมการระบาดให้ได้ เพราะที่ผ่านมาเอกชนไม่ได้อยากให้เปิดประเทศรับต่างชาติ หรือกลับมาเดินทางท่องเที่ยวตลอดเวลา แต่ขณะนี้ผ่านมาปีกว่าแล้ว ที่รายได้จากต่างชาติหายไป บวกกับรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศที่หายไปเป็นระยะๆ ตามการระบาดโควิดแต่ละระลอก ที่ทำให้การเดินทางต้องหยุดไป จึงอยากให้ทำตามแผนเปิดประเทศให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นการดึงความเชื่อมั่นกลับมา” นายชำนาญกล่าว

⦁‘พิพัฒน์’นอนยันทำตามแผนได้แน่
ด้าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า แผนการเปิดประเทศในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ยืนยันว่า ต้องเปิดประเทศได้ตามที่กำหนดไว้แน่นอน เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีนโยบายและสนับสนุนในการเปิดประเทศตามแผนที่วางไว้ รวมถึง อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการบริหารจัดการวัคซีนที่จะเข้ามาเพิ่มจำนวนมาก และมีแผนในการส่งมอบวัคซีนกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ด้วย บวกกับที่ผ่านมาทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการเห็นความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้กับคนภูเก็ตแล้ว ล่าสุดคนภูเก็ตได้ฉีดวัคซีนแล้ว 3 แสนโดส ต้นเดือนมิถุนายนนี้ จะมีวัคซีนเข้ามาเพิ่ม 1 แสนโดส และกลางเดือนมิถุนายนอีก 1.5 แสนโดส ซึ่งเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่ฉีด 1 เข็ม สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่า 80% จึงน่าจะเพียงพอทำให้คนภูเก็ตได้รับวัคซีนครบสัดส่วน 70% จากทั้งหมดแล้ว เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้น จึงมั่นใจว่าแม้เหลือเวลาเพียง 1 เดือน ก็สามารถเปิดประเทศทันตามแผนแน่นอน

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวจะจัดทำแผนเสนอต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชุดเล็ก เพื่อพิจารณาข้อเสนอของเอกชน ในการฉีดวัคซีนให้คนในเกาะพีพีครบ 100% ซึ่งใช้วัคซีนจำนวนเพียง 5,000 โดสเท่านั้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่นำร่องในการประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลอดเชื้อไวรัสสูงสุดแล้ว เชื่อว่าจะเป็นส่วนช่วยดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้ โดยความเป็นไปได้ที่ข้อเสนอดังกล่าวจะผ่านการพิจารณา มองว่ามีโอกาสไม่น้อย เพราะใช้จำนวนวัคซีนน้อย และสามารถนำเกาะพีพีผนวกเข้ากับภูเก็ตโมเดลได้ด้วย เนื่องจากเกาะพีพีอยู่จังหวัดกระบี่ ไม่ห่างจากภูเก็ตมากนัก สามารถเดินทางด้วยเรือได้สะดวก หากได้รับการอนุมัติจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ และจัดทำแผนดำเนินการที่ชัดเจนต่อไป

เมื่อการระบาดโควิดในประเทศยังไม่สามารถควบคุมได้ การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยหยุดไป ในหลายประเทศก็เกิดระบาดหนักอีกครั้งจนต้องล็อกดาวน์ประเทศ อย่างมาเลเซีย ซ้ำเติมบรรยากาศให้เงียบเหงาลงไปอีก อารมณ์ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ชะงักลงแต่อย่างไรหลายฝ่ายก็ยังมีความหวังเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ตามกำหนด สำหรับประเทศไกลโพ้นที่อยากหนีหนาวมาเที่ยวอากาศร้อนชื้น ปลายทางจะเป็นอย่างไร คงต้องมานับถอยหลัง 30 วันอันตรายจากนี้ จะเกิดโรคเลื่อนหรือฉลุยตามฝัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ส.อ.ท.หนุนรัฐดัน4เขตศก.พิเศษดันความเจริญลดเหลื่อมล้ำ ยึดโมเดลอีอีซี
บทความถัดไปเสียงสะท้อน‘อปท.’ถึง‘มท.’ ติดล็อกจัดหาวัคซีนสู้โควิด