หน้าแรก เศรษฐกิจ สมุนไพรไทย โต...

สมุนไพรไทย โตปีละ 10% ปี 62 มูลค่า 5.21 หมื่นล้าน เฉลิมชัย สั่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน

7.06.21 | 10:50 น.

 รมว.”เฉลิมชัย”ดันเต็มที่ใช้หลักตลาดนำการผลิต เดินเครื่องหนุนเกษตรกรปลูกสมุนไพร หลังคนรุ่นใหม่แห่นิยม ทำตลาดโตปีละ 10 %  สั่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย พัฒนาเกษตรกรแบบครบวงจร ชี้ปี 62 มีมูลค่าบริโภคถึงกว่า 5.21 หมื่นล้านบาท

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลทําให้ประชาชน หันมาใส่ใจดูแลเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้หันมาให้ความสนใจในการบริโภคสมุนไพร ทั้งนี้พบว่า มูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศ มีอัตรการเติบโตเฉลี่ย 10.3% ภายหลังประกาศใช้แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ.2560-64 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตมากกว่าจีน ที่เติบโตเฉลี่ย 5.06% ญี่ปุ่น 0.85% และเกาหลีใต้ 5.43% ขณะที่ในตลาดโลกพบว่ามีมูลค่าการบริโภคสมุนไพรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น


“จากข้อมูลดังกล่าว จึงทำให้เห็นได้ว่า พืชสมุนไพรมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก การที่ทิศทางของตลาดสมุนไพรมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น นับเป็นผลดีกับเกษตรกร ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย และพืชทางเลือกอื่นๆ โดยเน้นให้เกิดความเชื่อมโยงในการพัฒนาตลอดห่วงโซ่ อุปทานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยใช้หลักการ “ตลาดนําการผลิต” ที่เน้นผลิตพืชที่มีศักยภาพ ที่ตลาดมีความต้องการ และที่สำคัญสอดล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและทรัพยากรของประเทศ”

“ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย โดยมี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการ ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร ซึ่งแต่งตั้งตามคําสั่งที่ 1/1563 ของคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการ ตามคําสั่งที่ 1/1563)

และ คณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร ได้มีมีคําสั่งที่ 1/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 แต่งตั้งคณะทํางานขับเคลื่อนพัฒนาผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพ โดยมีผู้อํานวยการกองนโยบาย เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมกันนี้ยังได้จัดทำแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกพืชสมุนไพร (Land Suitability) ที่สำคัญ และเป็นที่ต้องการของตลาด จำนวน  24 ชนิด ดังนี้ ขมิ้นชัน  ไพล บัวบก กระชายดำ ฟ้าทะลายโจร กระชายเหลือง กระวาน ข่า ขิง คำฝอย ตะไคร้ บุก พริกไทย และว่านชักมดลูก กระเจี๊ยบแดง เก๊กฮวย ดีปลี บอระเพ็ด พญายอ เพชรสังฆาต มะระขี้นก  มะลิ  มะแว้งเครือ  มะแว้งต้น”

Advertisement

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า  สำหรับแนวโน้มการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในไทย จากสถิติที่ผ่านมา ตั้งแต่ 2560 -2563 พบว่า มีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี ขณะที่พื้นที่ปลูกสมุนไพร มีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีปัจจัยมาจากความต้องการของตลาด และนโยบายการส่งเสริมทั้งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข ที่มีนโยบายส่งเสริมให้โรงพยาบาลของรัฐ นําสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคควบคู่กับการใช้ยาแผนปัจจุบัน เป็นต้น

“ จากที่ได้เปิดให้เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรมาขึ้นทะเบียน พบว่า เกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนรวม 2,866 ครัวเรือน  ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรรายย่อย ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดการรวมกลุ่มกันผลิตภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่  ปัจจุบันสามารถจัดตั้งเกษตรแปลงใหญ่สมุนไพรได้ถึง 34 แปลง ใน 21 จังหวัด เกษตรกรสมาชิก 1,531 ราย คิดเป็นพื้นที่ 5,500 ไร่ และเพื่อยกระดับการผลิต ในปี 2565 กรมส่งเสริมการเกษตรได้เสนอของบประมาณจัดทำโครงการส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตสินค้าพืชสมุนไพร เพื่อขยายกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด”ดร.เฉลิมชัย กล่าวทิ้งท้าย