กบร.เคาะ 4 มาตรการด้านการบิน รองรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ถ้าสำเร็จเล็งขยายเพิ่มอีก 9 จว.

กบร. เคาะ 4 มาตรการด้านการบิน รองรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ หากสำเร็จเล็งขยายผลเพิ่มอีก 9 จว.

วันที่ 21 มิถุนายน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในฐานะประธานกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ว่า ที่ประชุม กบร. ครั้งที่ 6/2564 มีมติเห็นชอบ 4 มาตรการด้านการบิน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเปิดประเทศ นำร่องภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จ.ภูเก็ต ในเดือนกรกฎาคมนี้ เป็นที่แรก หากสำเร็จจะขยายไปอีก 9 จังหวัดและเปิดทั้งประเทศในอีก 120 วันข้างหน้า ซึ่งคาดว่าอุตสาหกรรมการบินของไทยจะฟื้นฟูและมีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศในเดือนธันวาคม 2564 ประมาณ 1.46 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 ประมาณ 10 เท่า

ทั้งนี้ นายศักดิ์สยาม ระบุว่า ได้ให้นโยบายเร่งศึกษาการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการจัดการสนามบินภายในประเทศ และให้กระทรวงคมนาคมเชิญหน่วยงานที่ดูแลสนามบินร่วมหารือเดินหน้าเพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลผู้โดยสารและการให้บริการที่รวดเร็วขึ้น ลดการสัมผัส และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เดินทางจากทั่วโลก

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า สำหรับรายละเอียดของ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการด้านการบินในด้านศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตนสั่งการให้จัดสรรเวลาการบิน (สล็อต) อย่างเหมาะสม โดยขณะนี้มีเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศอยู่ในกำหนดการบินประจำฤดูร้อน 2564 คือ 1 กรกฎาคม-30 ตุลาคม 2654 และในกำหนดการบินประจำฤดูหนาว 2564/65 หรือวันที่ 31 ตุลาคม 2564-26 มีนาคม 2565 เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นสำหรับสนามบินภูเก็ตในกำหนดการบินประจำฤดูร้อน 2564 มีเที่ยวบินจัดสรรแล้วราว 134 เที่ยวบิน/วัน จากขีดความสามารถในการรองรับ 480 เที่ยวบิน/วัน คิดเป็น 28% โดยคาดว่าจะขออนุญาตเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มเปิดประเทศ สำหรับในกำหนดการบินประจำฤดูหนาว 2564/65 มีจำนวนเที่ยวบินที่จัดสรรไปยังสนามบินภูเก็ตแล้วประมาณ 320 เที่ยวบิน/วัน จากขีดความสามารถในการรองรับ 360 เที่ยวบิน/วัน คิดเป็น 89% ทั้งนี้ เที่ยวบิน ระหว่างประเทศที่ได้รับการจัดสรรขณะนี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกและยุโรป

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันที่ประชุม กบร.จึงได้เน้นย้ำให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ตรวจสอบความพร้อมด้านการบินให้ครอบคลุมทุกมิติก่อนเปิดประเทศ เพื่อเตรียมการให้เป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากที่ผ่านมาจำนวนเที่ยวบินอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน โดยมีเป้าหมายการฟื้นฟูระยะยาวของอุตสาหกรรมการบินไทย สถิติเดิมของผู้โดยสารระหว่างประเทศในช่วงปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 มีจำนวน 89 ล้านคน แต่ในปี 2563 ลดลงเหลือเพียงราว 16 ล้านคน ลดลง 81.7% ซึ่งหากการเปิดประเทศเป็นไปตามเป้าหมายและอุตสาหกรรมการบินมีการฟื้นตัว ในระยะยาวคาดว่าไทยจะกลับมามีผู้โดยสารระหว่างประเทศในจำนวนที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดได้ ก่อนปี 2568

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า 2.การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยของสนามบิน สายการบิน เครื่องบินและนักบิน ในส่วนของสนามบินโดยกรมท่าอากาศยาน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) การท่าอากาศยานอู่ตะเภาและบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต้องส่งรายการตรวจสอบและหลักฐานการดำเนินงานของสนามบินภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อประเมินความพร้อมด้านมาตรฐานความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นรายงานฉบับปรับปรุงโดยเฉพาะเพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 โดย กพท. จะตรวจสอบรายงานและหลักฐานที่ส่งมาให้ หากพบประเด็นความไม่พร้อมจากสนามบินนั้นๆ สนามบินจะต้องเร่งแก้ไขก่อนที่จะสามารถเริ่มกลับมาให้บริการระหว่างประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับนักบินและพนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ แม้เที่ยวบินระหว่างประเทศจะลดลง แต่ที่ผ่านมาได้กำหนดให้ปฏิบัติงานในห้องจำลองอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาชั่วโมงและเตรียมพร้อมการกลับมาปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า 3.การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคของผู้โดยสารและบุคลากรทางการบิน ได้จัดให้บุคลากรด้านการบินที่ปฏิบัติหน้าที่ในด่านหน้า ฉีดวัคซีนเข็มแรกเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินโดยรวม ขณะนี้ฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้วประมาณ 48,351 คน และกำลังทยอยเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 อย่างต่อเนื่องในการกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามกรอบการดำเนินงานระหว่างสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) Guidance for Air Travel through the COVID-19 Public Health Crisis และคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ซึ่งกำหนดไว้เป็นมาตรฐานสากลรวมถึงต้องปฏิบัติตามประกาศของ กพท. ที่ปรับปรุงเป็นระยะให้ทันต่อสถานการณ์อย่างเคร่งครัด และประกาศแต่ละจังหวัด เพื่อให้สามารถป้องกันโรคอย่างรัดกุมถูกต้องและส่งเสริมให้บรรลุตามเป้าหมายที่ประเทศไทยได้วางไว้

นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า และ 4.เร่งศึกษาการนำเทคโนโลยีการจัดการระบบข้อมูลผู้โดยสารและบริการมาใช้สำหรับสนามบินภายในประเทศ โดย กบร.ได้ให้กระทรวงคมนาคมเชิญหน่วยงานที่ดูแลสนามบินร่วมหารือเดินหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารจากทั่วโลกที่คาดว่าจะเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศภายในสิ้นปีนี้และมีการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเทคโนโลยีที่พิจารณาให้นำมาใช้ ดังนี้ 1.ระบบรายงานข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้าสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ และ 2.ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง หรือระบบเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (Common Use Passenger Processing System) เพื่อรองรับการเดินทางทางอากาศในรูปแบบใหม่ในอนาคต

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon