EMPOWERING THAILAND 2021 เคลื่อนอนาคตไทยด้วยการลงทุน

EMPOWERING THAILAND 2021
เคลื่อนอนาคตไทยด้วยการลงทุน

หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน หนังสือพิมพ์มติชนได้จัดสัมมนารูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊กในเครือมติชน หัวข้อ “EMPOWERING THAILAND 2021 เคลื่อนอนาคตไทยด้วยการลงทุน” มีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “EMPOWERING THAILAND 2021 เคลื่อนอนาคตไทยด้วยการลงทุน” และมีตัวแทนภาคเอกชนร่วมเสวนาด้วย หัวข้อ “ลงทุนไทย เคลื่อนประเทศไทย” รวม 2 ท่าน ได้แก่ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้บริหารของกระทรวงคมนาคมในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสวนา หัวข้อ “เปิดแผนคมนาคม เปิดประเทศ ขับเคลื่อนอนาคตไทย” จึงขอนำเสนอแนวคิดของตัวแทนภาคเอกชนอย่างละเอียดในเซ็กชั่นหน้าเศรษฐกิจ นสพ.มติชน ดังนี้


นายสนั่น อังอุบลกุล
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ในนามของหอการค้าฯ เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตัดสินใจถูกต้องและมีความชัดเจนมาก คำว่า 120 วันนั้น คงจะเห็นว่าจำนวนวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่อยู่ในมือรัฐบาล ซึ่งอย่างน้อต้องฉีดเข็มแรกให้กับประชาชน ได้ถึง 50 ล้านคน ส่วนนี้คือเงื่อนไขแรกของการเปิดประเทศ ส่วนเงื่อนไขที่สองคือ มั่นใจว่าภาคสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานในการวางมาตรการควบคุมสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 และให้ความร่วมมือกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะความเชื่อมั่นเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นหน้าที่และภารกิจของคนในชาติทุกคน โดยเฉพาะภาคเอกชนมีความพร้อมและเชื่อว่าโควิด-19 ยังจะอยู่กับเราอีกนาน ดังนั้น สิ่งที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ คือวัคซีน ที่รัฐบาลจะต้องหามาให้ได้ภายในปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านโดส และสามารถฉีดให้ประชาชนได้ทันให้ได้ ในการเตรียมพร้อมเปิดประเทศ

ส่วนภาคเอกชนยังมีความหวัง แต่ถ้ายังจะพึ่งการเยียวยาจากภาครัฐอย่างเดียว คิดว่าโอกาสจะสร้างรายได้ใหม่ๆ จะไม่เกิด การที่รัฐบาลจะช่วยเยียวยาให้เงิน พักการชำระหนี้ และลดดอกเบี้ยเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอ สำหรับแผนอีก 120 วันเปิดประเทศ ทางหอการค้าทั่วประเทศได้ประชุมและกำลังจะประชุมร่วมกับหอการค้าต่างประเทศ ในการหารือภารกิจเตรียมความพร้อมเปิดประเทศ เนื่องจากการท่องเที่ยวยังเป็นพระเอกของการฟื้นเศรษฐกิจ แต่ท่องเที่ยวเฉพาะภายในประเทศมันไม่เพียงพอ เพราะมันคือการใช้บุญเก่า เงินที่ได้มาคือภาษีประชาชน ดังนั้น หลังจาก 120 วันแล้ว จะเป็นโอกาสสร้างผู้ประกอบที่ช่วยประคับประคองให้ฟื้นกลับมาได้ พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากต่างประเทศที่จะมาเยือนประเทศไทย จะเกิดเป็นเงินใหม่ คาดว่าเดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้ มีเม็ดเงินใหม่จากส่วนนี้เข้ามา อย่างน้อย 50,000 -100,000 ล้านบาท จากในช่วง 3 เดือนมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างน้อย 1 ล้านคนในแต่ละเดือน ใช้จ่าย 50,000 บาทต่อคน ดังนั้น อย่างน้อยก็จะได้เงินสดที่เป็นเงิน 50,000 ล้านบาท

ในเรื่องการสนับสนุนการท่องเที่ยวทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยหอการค้ามีโครงการ ฮักไทย (HUG THAIS) พร้อมจัดโปรโมชั่นร่วม
กับจังหวัดต่างๆ รองรับการเปิดประเทศ อาทิ ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ได้ทำหนังสือเรียนเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานเปิดงาน วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์จะเป็นตัวพิสูจน์ให้คนทั่วโลกเห็นและสร้างความมั่นใจ และเป็นการทดสอบระบบการเปิดประเทศของไทยที่ดี จึงยินดีและมั่นใจในแผนเปิดประเทศ 120 วันของรัฐบาล

สิ่งที่จะสร้างความมั่นใจในแผนเปิดประเทศให้ทุกภาคส่วน ก่อนอื่นคือ เมื่อจะเริ่มทำอะไร ก็จะตั้งคำว่าทำไปทำไม เพราะฉะนั้น ทำไมต้องเปิดประเทศ ก็จะเห็นโอกาสทันที แต่ถ้าไปเริ่มตั้งแต่เงื่อนไขที่ว่าจะทำอย่างไร คิดว่ามันมีปัญหาสารพัดอย่าง อยากยกตัวอย่าง บริษัท แอร์ บีเอ็นบี ไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีโรงแรม แต่กลับมีห้องพักให้บริการนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก ปีที่ผ่านมายอดขายของบริษัทลดลง 85% แต่ปีนี้ ซีอีโอ พูดว่า ปัญหาที่ถาโถมจะเป็นโอกาสที่ดี เมื่อนักท่องเที่ยวต้องการไปต่างประเทศจำนวนมาก เดินทางพร้อมๆ กัน ดังนั้น เมื่อประเทศไหนเปิดก่อน ที่ไหนมีความปลอดภัย จะมีแต่คนรุมเดินทางไป อาทิ มัลดีฟส์

รวมทั้งขณะนี้ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องเที่ยวเฉพาะวันหยุด ทุกวันเป็นวันที่ไปเที่ยวได้เพราะสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจังหวัดที่ยังไม่ได้เปิด (unseen) อีกจำนวนมาก เชื่อว่าภาคเอกชนและภาครัฐต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวที่มากกว่าเดิม ทำให้นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศเป็นระยะเวลานาน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการควรมีความตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่เพียงมาเช่าห้องระยะสั้น แต่อาจจะขยายไปถึงการซื้อบ้านซื้อห้องชุด และจะขยายผล
ออกไปซึ่งอุปทานที่เกี่ยวเนื่องภาคท่องเที่ยวและบริการที่มีขนาดใหญ่ เชื่อว่าถ้าร่วมกันสนับสนุนการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ จะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย

ส่วนความเห็นเรื่องการลงทุนของภาคเอกชน เมื่อเห็นการลงทุนของภาครัฐจะไปต่ออย่างไร เรื่องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ควรทำให้เกิดขึ้น เพราะมีประโยชน์แก่ประเทศ สิ่งที่อยากเสริมคือตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเยียวยา แผน 120 วันเปิดประเทศ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ แม้แต่สถานบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เองก็มองเห็นโอกาส มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว ถ้าปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือไปตอนนี้ ก็จะมีรายได้เข้ามาแน่นอน ดังนั้นการเปิดประเทศจะเป็นส่วนช่วยอย่างมาก ขณะเดียวกัน สมาคมโรงแรมได้ระบุว่า ผู้ประกอบการโรงแรมประมาณ 38% ของทั้งประเทศยังเปิดกิจการอยู่ กว่า 40% เปิดเป็นบางส่วน และประมาณ 20% ซึ่งถือว่าเยอะอยู่ในสถานะปิดสนิท ดังนั้น จะต้องหาทางต่อลมหายใจส่วนนี้ เพราะเมื่อโรงแรมถูกปิดจะพบกับปัญหา ทั้งเรื่องเชื้อโรค ความเสื่อมโทรม การหาแรงงานใหม่ เกิดความเสียหายมหาศาล

หอการค้าไทย จึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติ (workshop) และทำการสำรวจอุปสรรคหรือปัญหาที่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ทั้งๆ ที่รัฐบาล มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 250,000 ล้านบาท และพักทรัพย์พักหนี้ 100,000 ล้านบาท มาหาเหตุผลว่าทำไมผู้ประกอบการกับสถาบันการเงินถึงเชื่อมกันไม่ติด ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำหารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว และบ่ายวันนี้ (23 มิ.ย.) จะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วยนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อหารือ เรากำลังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

คิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือต้องมีความเชื่อว่าทำไมจำเป็นต้องเปิดประเทศ เป็นโจทย์ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำการบ้าน มันเป็นโอกาส เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้นำรัฐบาลกล้าตัดสินใจแล้ว ก็ต้องสนับสนุนทุกเรื่อง อย่าตั้งเงื่อนไขเสียก่อน และคิดว่าภาคเอกชนมีความพร้อมเสมอที่จะผลักดันและช่วยขับเคลื่อน รวมทั้งช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นด้วย
ถ้าแผนการเปิดประเทศ และแผนการลงทุน เป็นไปตามเป้าหมาย จะช่วยสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน จากช่วงการระบาดของโควิด-19 รอบล่าสุด ระบบเศรษฐกิจเสียหาย 300,000-500,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการสร้างโอกาสเข้ามาใหม่ๆ เช่น แผนการลงทุนของกระทรวงคมนาคม คิดว่า 1-2 ล้านล้านบาทนั้นทำได้แน่นอน และโอกาสก็จะตามมา ถ้าใครมีความพร้อมเปิดประเทศก่อน ประเทศนั้นจะได้รับโอกาสและได้เปรียบกว่าคนอื่น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้พบกับประธานหอการค้าญี่ปุ่น วันเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์แถลงแผนเปิดประเทศในอีก 120 วัน ท่านประธานหอการค้าญี่ปุ่นก็กล่าวว่าการเปิดประเทศเป็นเรื่องที่ดี คนญี่ปุ่นจำนวนมากเลือกลงทุนที่ประเทศไทย ยังเห็นโอกาสว่าไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากๆ ส่วนอุตสาหกรรมที่พูดถึงจะเป็นประเภทที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เนื่องจากประเทศเรามีปัญหาเรื่องแรงงานมากพอสมควร เรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าประเทศไทยยังดำเนินการล่าช้า จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติถดถอย เมื่อมีเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่เข้ามา จะทำให้คนเก่งมีโอกาสมาแสดงฝีมือในประเทศไทย ดังนั้น ต้องคิดให้เป็นระบบ อย่ามองเพียงแต่ปัญหา เพราะปัญหามีไวัสำหรับแก้ไข แต่โอกาสมีไว้ให้คว้า อย่าปล่อยให้หลุดไป ต้องร่วมกันคิดและทำงานร่วมกัน อย่าไปตั้งเงื่อนไขเสียก่อน

ส่วนการเปิดประเทศ จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2564 ขยายตัว 0.3% จากที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ หอการค้าไทยฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ตั้งไว้ 0.5-2.0% ทำให้ปีนี้อย่างน้อย จีดีพีจะขยายตัวเป็น 0.8-2.3% และจากที่คาดการณ์ว่าการส่งออกจะโตที่ 5-7% แต่เมื่อเปิดประเทศได้ การส่งออกจะโตเกิน 7% แน่นอน เพราะต่างชาติจะเดินทางเข้ามา ทำการสั่งซื้อสินค้าที่ไทย และเศรษฐกิจโลกที่กำลังโต ดังนั้น การเปิดประเทศในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดี


นายสุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การเปิดประเทศตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเวลานี้ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 90% สูงสุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ขณะที่มาตรการรัฐที่ออกมา อาทิ คนละครึ่ง พบว่าคนไทยเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน และคนไทยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ประมาณ 13-14 ล้านใบ คิดเป็นประชากรประมาณ 20% สถานการณ์นี้เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จนจำเป็นต้องล็อกดาวน์ปิดประเทศ ทำให้นายกรัฐมนตรีพยายามจัดหาวัคซีนมาฉีดให้คนไทย ซึ่งปัจจุบันปริมาณการฉีดวัคซีนยังไม่มาก อยู่ที่ 7 ล้านโดส หรือประมาณ 5 ล้านคน และหลังจากนี้จะเพิ่มอีกเดือนละ 10 ล้าน จนครบ 120 วัน โดยมีเป้าหมายการฉีดกว่า 100 ล้านโดส ในปีนี้ จึงเป็นโจทย์ที่ต้องดำเนินการให้ได้

ส่วนนี้หากสามารถฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย แม้จะมีปริมาณผู้ติดเชื้ออยู่ระดับ 3,000-4,000 คน มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ปริมาณผู้ติดเชื้อจะลดลงแน่นอน หากไม่เปิดประเทศ หนี้ครัวเรือนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะต้องเดินหน้ามาตรการคนละครึ่งเฟส 4 เฟส 5 เฟส 6 เฟส 7 และอีกจำนวนมาก เราต้องการแบบนี้หรือ ธุรกิจเดินหน้าไม่ได้เลย

ทั้งนี้ ยอมรับว่าระหว่างการเดินหน้าเปิดประเทศ การแพร่ระบาดต่างๆ ยังคงมีอยู่ แต่เชื่อว่าระบบสาธารณสุข แพทย์ เจ้าหน้าที่ ประเทศไทยมีความพร้อม การฉีดวัคซีนคือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนให้การเปิดประเทศสำเร็จ ปัจจุบันไทยมีวัคซีนหลัก และวัคซีนทางเลือก ซึ่ง ส.อ.ท.ได้ประสานจนได้ยี่ห้อซิโนฟาร์มมาฉีดให้สมาชิก อยากให้คนไทยมั่นใจ ร่วมมือกัน เตรียมตัว ตอนนี้เอกชนต้องร่วมมือ โดยเฉพาะรายใหญ่ ต้องผลักดันการลงทุน อย่างที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ตอนนี้รัฐลงทุนเป็นหลัก อยากให้เอกชนร่วมด้วย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าต่างคนต่างถอย การเปิดประเทศคงสำเร็จยาก เพราะผลจากโควิดจะทำให้ธุรกิจมีปัญหาไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการ ท่องเที่ยว เอสเอ็มอีจำนวนมากต้องปิดกิจการ ตายกันหมด ทั้งที่ก่อนโควิดไม่มีปัญหา ดังนั้น อยากให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ ดูว่าปัญหาเกิดขึ้นตอนไหน ถ้าจากโควิดต้องช่วย และควรยกเลิกการพิจารณาจากเครดิตบูโร เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่กำลังเกิดปัญหา โดยวันที่ 23 มิถุนายนนี้ จะมีการหารือร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน โดยภาครัฐให้ภาคเอกชนเสนอข้อมูลเอสเอ็มอี เพื่อออกมาตรการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีหลังได้รับผล
กระทบจากโควิด-19

การเปิดประเทศที่จะนำร่อง จ.ภูเก็ต วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกัน เราไม่ได้เปิดประเทศรับโรคแต่เปิดรับเศรษฐกิจเข้ามา ปัจจุบัน จ.ภูเก็ต ฉีดวัคซีนแล้ว 60% หากเปิดเมืองจะเหมือนกับมัลดีฟส์ที่ฉีด 60% เช่นกันและเปิดประเทศแล้ว โรงแรมที่พักคึกคัก ธุรกิจไทยที่ไปลงทุนดีใจ หรือกรณีอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฉีดแล้ว 50% ก็เปิดประเทศเช่นกัน ดังนั้น ต้องอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล และต้องไม่ประมาท

ทั้งนี้ หากไทยฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย มีการเปิดประเทศแล้ว ไทยจะได้นักท่องเที่ยวคุณภาพ กำลังซื้อสูง ตั้งใจเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย และเชื่อว่านอกจากการพึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในส่วนของคนไทยจะสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้เหมือนกัน ทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง เห็นได้จากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คนไทยมีการเที่ยว จองห้องพักกันอย่างคึกคัก อัตราการจองห้องพักขยายตัว 20-30% เศรษฐกิจก็เดินไปได้ ก่อนจะชะงักลงจากการแพร่ระบาดของโควิดรอบ 3 ดังนั้น ภาครัฐต้องคุมสถานการณ์ ทำให้การแพร่ระบาดลดลง เร่งฉีดวัคซีน เมื่อเปิดประเทศ การท่องเที่ยวในประเทศจะกลับมาด้วยช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ จะทำให้คนไทยกลับมาท่องเที่ยวเหมือนเดิม ถ้าเราไม่เปิดประเทศคงต้องรออีกหลายปีกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น

ทั้งนี้ ในธุรกิจด้านการท่องเที่ยว อยากให้ประเทศไทยมีแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว ใช้สำหรับจองห้องพัก บริการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการ ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม ชื่อ tagthai (ทักทาย) ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน แต่อยากให้พัฒนาแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดูแลหลังบ้าน โปรโมตให้คนไทยรู้จัก และเมื่อมีการจองก็แบ่งรายได้ให้โรงแรมและบริการที่ร่วมโครงการ โดย ททท.อาจใส่เงินเข้าไปช่วยเหลือคล้ายโครงการเราเที่ยวด้วยกัน แต่แพลตฟอร์มลักษณะนี้ยั่งยืน ใช้งบประมาณน้อย แต่ได้ประโยชน์ทั้งผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้บริการ

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ตอนนี้หลายอุตสาหกรรมได้รับอานิสงส์จากการส่งออก อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ อาหาร หากเปิดประเทศจะยิ่งได้ประโยชน์ ส่วนอุตสาหกรรมขนาดเล็ก-กลางที่กระทบหนัก ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ตอนนั้นเข้ารับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.อีกครั้งเห็นว่าเอสเอ็มอีลำบากมาก จึงเดินหน้าช่วยเหลือสมาชิก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี จัดทำนโยบายเซอร์วิส ออร์แกไนเซชั่น จาก 13 สายงาน 9 สถาบัน ให้ทีมงานประสานหน่วยงานรัฐ ดูไฟแนนซ์ มาร์เก็ตติ้ง แพลตฟอร์ม แบ่งงาน 5-6 เรื่อง เดินหน้าช่วยเหลือสมาชิกด้านต่างๆ ทั้งด้านไฟแนนซ์ ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ กำหนดว่าที่ไหนมีมาตรการรัฐ ส.อ.ท.จะช่วยทำหน้าที่ให้การบริการ ประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

รวมทั้งดูแลการตลาด เรื่องอี-คอมเมิร์ซ สนับสนุนโครงการเมดอินไทยแลนด์ที่ผลิตสินค้าโดยคนไทย เพื่อช่วยผู้ผลิตไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงนวัตกรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม โดยไม่ใช้เงินรัฐ เอกชนสามารถนำเงินสนับสนุนกองทุนฯไปลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า นอกจากนี้ ยังจัดทำอะคาเดมีเทรนนิ่ง จัดทำโครงการความยั่งยืนผ่านเครดิตคาร์บอน

อีกเรื่องที่ ส.อ.ท.ช่วยผู้ประกอบการจัดหาวัคซีน การจัดหาวัคซีน ส.อ.ท.เสนอภาครัฐจัดหาวัคซีนมาตลอด ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาที่ติดโควิดหลับสิบ หลักร้อย ส.อ.ท.เสนอวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ จนวันนี้ ส.อ.ท.สามารถจัดหาวัคซีนให้สมาชิก ทำให้หลายบริษัทเบาใจ โดยเฉพาะผู้ผลิตส่งออก มีบางบริษัทจ้างงานหลายหมื่นคน ถ้าต้องหยุดผลิตเพราะแรงงานติดเชื้อจะกระทบบริษัทอย่างหนักแน่นอน

สำหรับภาพการลงทุน วันนี้ได้ฟังจากนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือเป็นเรื่องที่ดี บางโครงการได้รับทราบวันนี้ ทั้งนี้ หลายโครงการถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านการลงทุน อาทิ โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง กระตุ้นให้นักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนในไทย เพราะนักลงทุนจะดูโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน ความคุ้มค่า โลจิสติกส์ พลังงาน โดยการลงทุนจากต่างชาติ ไทยต้องได้เทคโนโลยี ไม่ใช่ค่าแรงอย่างเดียว แล้วนักลงทุนขนเงินกลับบ้าน การลงทุนต้องสร้างโอกาสให้คนไทย

ทั้งนี้ ในการทำงานร่วมกับภาครัฐ อยากให้มีการสื่อสารที่ชัดเจน เพราะการสื่อสารของภาครัฐมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ กฎระเบียบต่างๆ ไม่อยากให้ภาครัฐมองเอกชนเป็นผู้ร้าย อยากให้ทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศ ไม่อยากให้กฎระเบียบเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถแก้ได้ กลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

สำหรับการช่วยเหลือธุรกิจที่กำลังเจอปัญหาด้านสภาพคล่อง ผ่านมาตรการด้านสินเชื่อของภาครัฐ อยากให้ยกเลิกการพิจารณาจากเครดิตบูโรชั่วคราวในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ผ่อนคลายลิสต์ เมเนจเมนต์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ

สุดท้ายนี้ สำหรับเศรษฐกิจไทยหลังรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ และเปิดประเทศ คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้ ส่วนสถานการณ์จะกลับไปเหมือนก่อนโควิด-19 หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าคงไม่มีอีกแล้วเพราะประชาชนคนไทย และรวมทั้งทั่วโลก เปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว ทั้งการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ ความคิด การทำงาน ขนาดบริษัท เปลี่ยนสู่วิถีใหม่ ระมัดระวังตัว ไม่กลับไปเหมือนเดิม แต่เชื่อว่าจะดีกว่าเดิมแน่นอนในอนาคตนับจากนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ม็อบนัดชุมนุมทั่วประเทศไล่ ‘บิ๊กตู่’ วันนี้ ด้าน ‘บิ๊กปั๊ด’ ฮึ่มเอาผิดแกนนำ-ผู้เข้าร่วม
บทความถัดไปสค. ร่วมพิธีเปิดโครงการเสริมทักษะและสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันตนเองของสตรีในสถานการณ์ความรุนแรง