หน้าแรก เศรษฐกิจ ดร.สันติธาร เ...

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ชวนรีเมค ‘สู่โลกใหม่’ อ่านอดีต เข้าใจปัจจุบัน เขียนอนาคต ‘หลังโควิด’

27.06.21 | 13:38 น.

เชื้อไวรัสโควิด-19 สร้างความระส่ำระส่ายทางการใช้ชีวิตให้กับใครหลายคน หลายความหวังตั้งตารอที่จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ แต่ถ้าหากเราผ่านพ้นไปได้ โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน และเราจะอยู่อย่างไร หากที่ผ่านมาตัวเรายังอยู่ที่เดิม แต่เทคโนโลยีในโลกพัฒนาไปไกลโขจนเกือบตามไม่ทัน

สำนักพิมพ์มติชน จัดกิจกรรม Exclusive Talk ถอดรหัสโลกดิจิทัล ผ่าน Zoom โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย เจ้าของผลงานหนังสือ “The Great Remake สู่โลกใหม่” เพื่อเตรียมความพร้อม อ่านอดีต เข้าใจปัจจุบัน และร่วมกันเขียนอนาคตให้ยุคหลังการแพร่ระบาดโควิด-19

•ทลายกรอบเก่า ตีความกรอบใหม่ใต้แนวคิด‘Remake โลกหลังโควิด-19’

ดร.สันติธารกล่าวว่า เหตุที่หยิบยกคำว่า Remake มาเป็นประเด็นหลัก เพราะในวงการภาพยนตร์ ละคร หรือเกม มักจะมีคำว่า Remake หรือ Remaster ที่หมายถึงการสร้างขึ้นมาใหม่ และในธีมหลักของหนังสือที่กล่าวถึง โลกที่เปลี่ยนไปเยอะ จะมีเทรนด์ใหม่ๆ ถูกกระตุ้นอย่างมหาศาล

“เราต้องปรับตัวอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในภาคบุคคล หรือภาคองค์กร หรือภาคสังคมเลยก็ดี ซึ่งในภาคสังคม ผมรู้สึกว่ามันมีการกระทำแบบดิจิทัลมากมาย เราสร้างเว็บ สร้างแอพพลิเคชั่นเต็มไปหมด แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ดิจิทัล เสมือนเป็นการรีมาสเตอร์เสียมากกว่า อารมณ์เดียวกับเหล้าเก่าในขวดใหม่

Advertisement

แม้คุณจะบอกว่ามันเป็นดิจิทัล แต่กระบวนการได้มามันเหมือนเดิม ซึ่งมันใช้ไม่ได้ในโลกหลังโควิด-19 ขณะเดียวกันผมก็ได้สัมผัสกับคำว่า The Great Reset กล่าวคือ โลกจะรีเซตใหม่หลังโควิด-19 แต่การรีเซตมันใช้กับคน และองค์กรไม่ได้ เพราะทั้งสองอย่างนั้นไม่ใช่คอมพิวเตอร์ จะบอกให้เปลี่ยนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์แพลตฟอร์มเลยก็ไม่ได้ มันต้องใช้เวลา นอกจากมันใช้ไม่ได้แล้ว และมันยังไม่ดีอีกด้วย เพราะบางครั้งของเก่าที่องค์กรสะสมมาเป็นสิ่งดี ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรีเซต เพราะฉะนั้นเหตุที่เลือกคำว่า Remake มาใช้ คือ การเอาโครงเรื่องเก่ามาทลายกรอบ แล้วตีความใหม่หมด”

•อย่ามองแค่ชัยชนะ‘อยู่รอด-อยู่เป็น-อยู่ยืน’3 ระยะที่ต้องเจอ

ดร.สันติธารอธิบายเพิ่มเติมว่า ในยุคที่โลกมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หลายประเทศต้องประสบกับสถานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามก็จะต้องมี 3 ระยะ ที่ต้องพบเจอ ได้แก่ ระยะแรก “อยู่รอด” มีการปิดเมืองเป็นวงกว้าง คนถูกจำกัดการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มข้นเพื่อหยุดการระบาด ระยะที่สอง “อยู่เป็น” สถานการณ์เริ่มดีขึ้น เปิดเมืองบ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์ และมีความเสี่ยงอาจทำให้กลับไปปิดใหม่ได้ และระยะสุดท้าย “อยู่ยืน” มนุษย์เอาชนะไวรัสได้ แต่โลกอาจเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร อนาคตเหมือนจะมาถึงเร็วขึ้น เปรียบเหมือนเราอยู่บนเกาะใหม่ เพราะวัฒนธรรม สังคม และเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปทุกอย่าง

“คนส่วนใหญ่มักมองข้ามส่วนกลาง มองเพียงแค่ว่าเมื่อมีการล็อกดาวน์แล้ว เราจะต้องชนะโควิด-19 เราไปคิดถึงอนาคตเลยซึ่งมันไม่ผิด แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนตรงกลาง เพราะมันคือจุดที่เราสามารถพลิกไปมาได้ว่าจะกลับไปสู่ระยะแรก หรือก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ในโลกใบใหม่ และประเทศไทยเองก็ถูกซัดจากระยะสอง ไปเป็นระยะแรก ซึ่งมันนานมาก และไม่รู้ว่าจะจบสิ้นจากระยะนี้เมื่อไหร่”

•เทรนด์‘6D’อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์เขย่าโลก

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เหมือนคลื่นลูกใหญ่ มนุษย์อยู่กับที่ แต่โลกหมุนเร็วขึ้น เพราะคลื่นลูกใหญ่ในหลายๆ เทรนด์มีการเชื่อมต่อ และตอบโต้ซึ่งกันและกัน ทำให้ซับซ้อน และเดาทางได้ยาก

ดร.สันติธาร กล่าวถึงเทรนด์ 6D ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง ได้แก่

1.Debt คือ สภาพหนี้ท่วม อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจ อย่างใประเทศไทย หนี้สาธารณะที่สูงมาก เพราะรัฐมีการกู้เงินมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และที่เป็นปัญหามากกว่านั้นคือ เรื่องของหนี้ครัวเรือน ที่ก้าวไปถึง 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

2.Divide ความเหลื่อมล้ำ เพราะคนที่ไม่มีตาข่ายมา รองรับเมื่อเขาต้องล้ม จะเจ็บหนักกันมาก คนที่ไม่มีรายได้อยู่แล้ว ก็จะลดน้อยลงไปอีก ซึ่งแตกต่างจากคนที่มีตาข่ายมารองรับ ทำให้ปัญหานี้แย่ลงไปอีก

3.Deglobalization หรือโลกาภิวัฒน์ จะมีการค้าระหว่างประเทศ โลกทั้งใบจะถูกเชื่อมโยงกัน และเมื่อมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น คนก็จะคัดค้านการเปิดเสรีการค้า อาจทำให้จีน และสหรัฐอเมริกาตีกันมากขึ้น และนอกจากนี้ สิ่งที่โควิด-19 ไปเร่งจริงๆ คือ การทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทั่วโลกประสบอย่างมาก

4.Digitalization คือการที่โลกทั้งใบ และคนในสังคม รวมถึงภาคองค์กรรัฐ และเอกชน ก้าวขาเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

5.Divergent จะมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างขั้วอำนาจ ภูมิภาคเอเชียจะก้าวขึ้นสู่ประเทศมหาอำนาจ

6.Degradation เมื่อสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ธรรมชาติตีกลับมา คนจะใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

•ปรากฏการณ์ “เจอทิพย์” และกระแส E-Business จากเทคโนโลยีที่โตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นอกจากนี้ ดร.สันติธารยังกล่าวถึงงานวิจัยจากการรีเสิร์ชกลุ่มตัวอย่างในอาเซียนซึ่งชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีที่ผ่านมา ในขณะที่การเชื่อมโยงของคนน้อยลง แต่กลับมีการเชื่อมโยงด้วย Data หรือฐานข้อมูล ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เจอทิพย์ ผ่านโปรแกรม Zoom

“จะเห็นว่าเทคโนโลยีนั้นโตเร็วมาก คนใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น ในปีเดียว 40 ล้านคน จาก 400 ล้านคน ทั่วอาเซียน โดยทั้งหมดนี้เป็นอินเตอร์เน็ตยูสเซอร์ ซึ่งแม้แต่คนที่เมื่อก่อนไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต แต่พอสถานการณ์โลกมันบีบบังคับให้เราต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น กลุ่มคนเหล่านั้นก็ใช้มัน

นอกจากที่กล่าวไปข้างต้น สิ่งที่สะท้อนว่าเทคโนโลยีโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจ E-Commerce ที่เป็นกระแสมาแรง เช่น แอพพลิเคชั่น Grab หรือ Flash ที่มีการเติบโตในอาเซียนอย่างมาก นอกจากนี้เทคโนโลยีประเภท E-Banking หรือ E-Payment ก็น่าสนใจอย่างมาก เพราะเมื่อก่อนเทคโนโลยีประเภทนี้จะมีแต่คนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนไม่มากใช้ แต่ตอนนี้คนอายุเยอะขึ้นมาหน่อยก็ใช้กันอย่างกว้างขวาง

มันมีการตีพิมพ์บทความวิจัยในประเด็นนี้ว่า เขาเซอร์เวย์ไปแล้วว่าคนใช้อินเตอร์เน็ตเท่าไหร่ในรอบปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าคนใช้น้อยลง แต่ไม่เยอะมาก ขณะเดียวกันแอพพลิเคชั่นที่คนใช้มากกว่าช่วงปีที่่ผ่านมา คือ จำนวน E-Banking และ E-Payment เหมือนกับว่าคนยิ่งคุ้น ยิ่งใช้เยอะ ไม่รู้สึกว่ามันยุ่งยาก มันจึงมีการใช้เยอะขึ้นแบบก้าวกระโดด”

•‘Discovery Shop’ เข้าไปแบบไร้จุดหมาย ซื้อขายแบบไม่รู้ตัว

จากนั้น ดร.สันติธารกล่าวถึงประเด็นธุรกิจ E-Commerce ซึ่งในอดีตคนจะซื้อของผ่านช่องทางคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาเป็นยุคของการโทรศัพท์มือถือในการโทรซื้อสินค้า และปัจจุบันคือ ยุคโซเชียล E-Commerce ผู้ค้า และผู้ขายคุยกันผ่านไลน์ อินสตาแกรม หรือเฟซบุ๊ก แต่เมื่อคนชินกับกระแสธุรกิจออนไลน์มากขึ้น ก็จะมีอีกหนึ่งรูปแบบคือ คนเข้าแอพพลิเคชั่น E-Commerce เพื่อไปดูไลฟ์สตรีมของผู้ขายว่า เขาเหล่านั้นขายอะไรบ้าง และมีการตอบโต้ หรือเล่นเกม

“การซื้อสินค้าของคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีของที่อยากได้ จึงถูกเรียกว่า Generation Discovery อธิบายโดยง่ายคือ เข้าไปซื้อสินค้าโดยที่ไม่ได้มีเป้าหมายว่าอยากได้อะไร แต่ไปดูว่ามีอะไรที่อยากได้ เหมือนกับการไปเดินห้างสรรพสินค้าที่ไม่รู้จะทำอะไร เราก็เดินตากแอร์ และดูสิ่งของไปเรื่อยๆ อะไรที่มันอยู่ในออฟไลน์ ก็เคลื่อนย้ายมาในออนไลน์ และมีการสร้างประสบการณ์ที่คนเคยเจอ ทำให้คนรู้สึกว่าเราไม่ได้มีเป้าหมายอะไร แต่สุดท้ายมีของที่เราสั่งซื้อไปเยอะมาก”

•Soft Power กลยุทธ์ใหม่แห่งการสร้างมูลค่าแบรนด์ ‘รู้สึกได้ แม้ตัวยังไม่ถึง’

อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในโลกยุคโควิด-19 ดร.สันติธารกล่าวถึงประเด็น Soft Power ว่า เป็นกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างแบรดน์เพาเวอร์ที่ทำให้คนคิดถึงตลอดเวลา เหมือนกับว่า นักท่องเที่ยวยังมาประเทศไทยไม่ได้ แต่รู้สึกผูกพัน และเมื่อมาได้ เขาจะมีการใช้สินค้าและบริการมากขึ้นกว่าเดิม

“อย่างธุรกิจสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เราผูกพันกับดิสนีย์มาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งมีลูกก็มีการสร้างความสัมพันธ์กับมัน ผู้บริหารของดิสนีย์ไม่ได้มองคนที่มาใช้บริการเป็นลูกค้า แต่มองเป็นแขกหนึ่งคน เขาจึงดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด

นอกจากนั้นยังมี Kumamon ที่รัฐบาลญี่ปุ่นนำหมีตัวนี้มาเป็นแมสคอตในการรับบริจาคตอนประสบภัยธรรมชาติ และธนาคารกลางญี่ปุ่นยังได้ยกหมีตัวนี้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้สินค้าการเกษตรจนสร้างมูลค่าเป็นหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกระทั่ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจาปากูรี ที่ปรากฏในภาพยนตร์ระดับออสการ์อย่าง Parasite หรือแม้กระทั่งเรื่องของเกม ROV ที่เป็นสื่อที่มีผู้คนใช้งานเยอะมาก ก็มีการออกแบบสกินชุดแต่งกายที่มีความเป็นไทย และเป็นตัวโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวในไทยอีกด้วย โดยทั้งหมดนี้ เราไม่ควรมองแค่ว่าจะขายตั๋วภาพยนตร์ ซีรีส์ แต่ทั้งหมดมันมีส่วนช่วยในเรื่องของการผลักดันแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างที่ต้องการ”

•‘3 พี่น้อง’ ในโลกแห่งการเงิน@

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มนุษย์ทั่วทั้งโลกต้องพบเจอในสถานการณ์การแพร่ระบาด คงหนีไม่พ้น เรื่องของการเงิน

ดร.สันติธารเปรียบเทียบประเภทของการเงินเป็น 3 รูปแบบ ผ่าน 3 พี่น้องที่แต่ละคนต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป โดยประเภทแรก พี่คนโตจะมีนิสัยที่เป็นอนุรักษนิยม ระมัดระวังความเสี่ยงอยู่ตลอด เป็นระบบการเงินรูปแบบเดิม ปัญหาที่ตามมาคือ หลายคนเข้าไม่ถึง เพราะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำให้เกิดหนี้กระจุกตัวสูงมาก เพราะคนที่ไปไม่ถึงการเงินก็จะไม่สามารถกู้สินเชื่อได้ แต่คนที่ไปถึงก็จะกู้กันเยอะ

ต่อมาคือ พี่คนรองมีนิสัยที่ชอบคุยกับลูกค้า เป็นคนเคลื่อนไหวเร็ว กล้าเปลี่ยนทิศทาง ไม่กลัวความเสี่ยง กล้าทำสิ่งใหม่ๆ มีการสร้างบันไดเลื่อนให้ระบบการเงินคล่องตัวมากขึ้นผ่าน E-Payment ทำให้ใครหลายคนที่เข้าไม่ถึงการเงินจากขั้นแรก เข้าสู่ระบบการเงินอย่างง่ายดาย ซึ่งเทคโนโลยีประเภท Digital Lending ที่โด่งดังมากในประเทศจีนคือ “3 1 0” เป็นการกรอกใบสมัครสินเชื่อการเงิน 3 นาที 1 วินาทีคือการตรวจสอบ และ 0 คือจำนวนคนที่ใช้ในกระบวนการ ซึ่งไอเดียหลักคือ ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน ถ้ามีข้อมูลออนไลน์ จากพฤติกรรมการใช้งานในระบบออนไลน์ และใช้ข้อมูลทางเลือก ในการตรวจสอบตัวตน

และรูปแบบการเงินประเภทสุดท้าย หรือน้องคนสุดท้อง กลุ่มประเภทคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) โดยเทคโนโลยีประเภทนี้มักไปอยู่กับกลุ่มที่อยากปฏิวัติระบบการเงิน โดยหลังวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มีคนแค้นระบบการเงินแบบรวมศูนย์มาก เช่น พวกธนาคารพาณิชย์ถึงแม้จะล้ม ก็ล้มบนฟูก มีธนาคารกลางมาช่วยพยุง

“คนกลุ่มนี้จึงอยากสร้างระบบการเงินใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบตัวกลาง ทำงานกับกลุ่มคนที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจ ลดความสำคัญของธนาคารลง อย่างเช่น บิทคอยน์ ก็เป็นสิ่งที่ธนาคารกลัวกันมาก เพราะเป็นระบบการเงินที่ไม่อยู่ในศูนย์กลางเลย และทำให้เป็นวงการที่รัฐบาลโจมตีตลอด เมื่อรัฐบาลเห็นตรงนี้ก็เกิดความกลัว คนหันไปใช้เงินที่ไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ธนาคารก็หัวใส นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในรูปแบบของ Blockchain ทำเป็นสกุลเงินดิจิทัล เช่น บาทดิจิทัล หยวนดิจิทัล แต่สุดท้ายอำนาจก็กลับมาอยู่ในธนาคารกลาง และกลับไปเป็น Centralised เช่นเดิม

ในอนาคตอาจจะมีการผสมผสานกันทั้งสามรูปแบบ ไม่ได้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ธนาคารกลางที่เก่าแก่ก็มีการดิจิทัลกันมากขึ้น และในส่วนของการเงินประเภทคริปโตฯ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ประเทศเอลซัลวาดอร์ ที่มีการเรียกร้องให้ใช้สกุลเงินบิทคอยน์เป็นหลัก เพราะคนเอลซัลวาดอร์ทำงานในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก และระบบการโอนเงินข้ามประเทศของประเทศเอลซัลวาดอร์นั้นยุ่งยาก แพง และไม่สะดวก จึงมีคนหันมาใช้คริปโตฯกันเยอะขึ้น”

•4 ทักษะแห่งการอยู่รอดในยุคดิจิทัล

ในช่วงท้าย ดร.สันติธารแนะว่า การที่จะก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ จำเป็นต้องมี 4 ทักษะ ด้วยกัน นั่นคือ เรื่องของดิจิทัล ใช้แอพพลิเคชั่นซื้อขายออนไลน์ (E-Commerce) หรือแอพพลิเคชั่นธุรกรรมออนไลน์ เพราะเทคโนโลยีทั้งสองนี้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทักษะที่ 2 คือ การคิดเชิงวิพากษ์ แก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างชาญฉลาด ทักษะที่ 3 คือ การปรับมายาคติ แนวคิด ให้สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีได้ตลอดชีวิต พรุ่งนี้เราจะทำได้ดีกว่าวันนี้ ใช้ความล้มเหลวเรียนรู้อนาคต และทักษะสุดท้ายคือภาวะความเป็นผู้นำ เมื่อมนุษย์เราอยู่เป็นสังคม ก็ต้องช่วยกันให้รอด และก้าวสู่โลกใบใหม่ไปด้วยกัน

ทั้งหมดนี้จะเป็น 4 ทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่รอดอย่างมีศักยภาพ