หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติเผยค...

แบงก์ชาติเผยคนไทยไปลงทุนนอก 1.7 หมื่นล้านเหรียญฯ ชี้บาทอ่อนเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ

29.06.21 | 17:32 น.

แบงก์ชาติเผยคนไทยไปลงทุนนอก 1.7 หมื่นล้านเหรียญฯ ชี้บาทอ่อนเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นางชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าแผนการผลักดันระบบนิเวศใหม่ของอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) ใหม่ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยนับจากไตรมาสสุดท้ายปี 63 ถึงเดือน พ.ค. 64 คนไทยออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศกว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มไปในทางประสบความสำเร็จ ซึ่งบางเรื่องต้องใช้เวลา และมีการปรับปรุงแก้ไขตามไปด้วย


นางชญาวดี กล่าวว่า ในระยะถัดไป การปรับหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงิน (FX Regulatory Framework) เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถรองรับความผันผวนของค่าเงินได้ดีขึ้น มีแนวทางเบื้องต้นดังนี้ (1) ลดข้อจำกัดการใช้ FX ทั้งในและต่างประเทศ (2) ผู้ที่มีความเสี่ยง FX สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ง่ายและยืดหยุ่นขึ้น (3) ยกเว้นการแสดงเอกสารสำหรับธุรกรรมที่ทำเป็นปกติ โดยได้หารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และอยู่ระหว่างการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2564

น.ส.ภาวิณี จิตต์มงคลเสมอ ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์เงินบาทในปัจจุบันที่อ่อนค่าแตะระดับ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ในระยะนี้ มีปัจจัยหลักมาจากต่างประเทศ เพราะไม่ใช่เงินบาทสกุลเดียวที่อ่อนค่า แต่ค่าเงินของหลายประเทศในภูมิภาคก็ปรับตัวอ่อนค่าเช่นกัน เพียงแต่เงินบาทอาจจะอ่อนค่าไปมากกว่าสกุลเงินอื่น จากสถานการณ์ภายในประเทศ คือ ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยังไม่สามารถเปิดประเทศเพื่อรับการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศได้อย่างเต็มที่

น.ส.ภาวิณี กล่าวว่า ส่วนภาวะเงินทุนไหลออกนั้น พบว่าตั้งแต่ต้นปีการออกไปลงทุนของคนไทยค่อนข้างเหนือกว่าที่คาดหมาย ด้วยสถานการณ์โลก ที่เอื้อให้ผลตอบแทนของต่างประเทศค่อนข้างดี จึงเห็นการออกไปลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์ เป็นช่องทางให้นักลงทุนลงทุนสามารถไปใช้หาอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นในต่างประเทศได้ ขณะที่ตลาดพันธบัตรนั้น ยังเป็นเงินทุนไหลเข้า ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณใดๆ เป็นที่น่ากังวล แต่ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

Advertisement