‘พิพัฒน์’ นอนยัน ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ ไม่ล่มแน่ ลุยเดินหน้านโยบายเปิดประเทศใน 120 วัน

{"total_effects_actions":0,"total_draw_time":0,"layers_used":0,"effects_tried":0,"total_draw_actions":0,"total_editor_actions":{"border":0,"frame":0,"mask":0,"lensflare":0,"clipart":0,"text":0,"square_fit":0,"shape_mask":0,"callout":0},"effects_applied":0,"uid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1579788049272","width":679,"photos_added":0,"total_effects_time":0,"tools_used":{"tilt_shift":0,"resize":0,"adjust":0,"curves":0,"motion":0,"perspective":0,"clone":0,"crop":0,"enhance":0,"selection":0,"free_crop":0,"flip_rotate":0,"shape_crop":0,"stretch":0},"source_sid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1579788049293","origin":"gallery","height":452,"subsource":"done_button","total_editor_time":67,"brushes_used":0}

‘พิพัฒน์’ นอนยัน ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ ไม่ล่มแน่ ลุยเดินหน้านโยบายเปิดประเทศใน 120 วัน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การเปิดภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แบบไม่ต้องกักตัว หรือภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ล่าสุดพบว่า มีนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่ได้ใบรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (ซีโออี) จากกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แล้ว 4 เที่ยวบิน จำนวนกว่า 300 คน จากเดิมที่มีขอซีโออีเข้ามา 500 คน ส่วนอีกประมาณ 200 คน ที่ยังเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยผ่านภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่ได้นั้น เนื่องจากออกซีโออีให้ไม่ทันจริงๆ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เหลืออีก 200 คน เลื่อนการเดินทางเข้าภูเก็ตออกไป แต่ยังไม่มีคำขอยกเลิกยื่นเข้ามา รวมถึงเห็นการยื่นขอซีโออีของต่างชาติ และมีสายการบินจองบินเข้าภูเก็ตเพิ่มเติมแล้ว อาทิ วันที่ 2 กรกฎาคมเป็นสายการบินเอมิเรตส์แอร์ไลน์ วันที่ 3-4 กรกฎาคม เป็นสายการบินไทย จึงยืนยันว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่มีทางล่มแน่นอน เนื่องจากเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมด 100% แล้ว โดยในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีกำหนดร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเที่ยวบินรอบปฐมฤกษ์ด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการประกาศราชกิจจานุเบกษาออกมาในวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ล่าช้ากว่าที่คาดไว้ ทำให้กระทรวงการต่างประเทศออกซีโออีให้นักท่องเที่ยวต่างชาติล่าช้าตามไปด้วยนั้น ขณะนี้ยืนยันว่า ปัญหาทุกอย่างได้ถูกแก้ไขหมดแล้ว โดยเฉพาะการออกซีโออีให้ต่างชาติ สามารถอนุมัติได้ตามปกติแล้ว ส่วนในกรณีที่ต่างชาติได้รับซีโออีรูปแบบเดิม คือ เมื่อเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านภูเก็ต จะต้องเข้าพักในสถานที่กักตัวทางเลือก (เอแอลคิว) เท่านั้น แต่หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป เมื่อต่างชาติเดินทางเข้ามาแล้ว จะเปลี่ยนให้เข้าพักในโรงแรมที่ได้รับมาตรฐานเอสเอชเอ พลัส ตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขการเข้าร่วมภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ทันที เป็นการเปลี่ยนให้เข้ามาผ่านภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แบบอัตโนมัติ ซึ่งยืนยันว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามา จะไม่ต้องเข้าพักในเอแอลคิวแน่นอน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนการเตรียมความพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติในสนามบินนั้น ขณะนี้ได้ระดมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เข้ามาช่วยตรวจคัดกรองต่างชาติ ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบ 2 ด่าน ได้แก่ 1.การตรวจสอบเอกสารซีโออี เอกสารยืนยันการได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และผลการตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย และ 2.การตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบสว็อบ เทสต์ ซ้ำอีกครั้ง ซึ่งหลังจากนักท่องเที่ยวทำการสว็อบ เทสต์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางไปยังโรงแรมที่จองพักไว้ และรอผลตรวจในห้องพักได้ทันที โดยขอให้จัดระดมกำลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มาช่วยให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมากที่สุด และพยายามไม่ให้นักท่องเที่ยวต้องอยู่ในสนามบินนานเกินไป โดยเบื้องต้นกำหนดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 180 คนต่อเที่ยวบิน ต้องแบ่งเป็นกลุ่ม จำนวน 30 คน เพื่อเข้ารับการตรวจสอบทั้ง 2 ด่านที่กำหนดไว้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างมากที่สุดไม่เกิน 30 นาทีต่อคน ทำให้จำนวน 180 คนนี้ น่าจะใช้เวลาตรวจสอบไม่เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อให้ต่างชาติอยู่ในสนามบินน้อยที่สุด โดยสาเหตุที่ขอให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขช่วยในช่วง 2 สัปดาห์แรกเท่านั้น เป็นเพราะอยู่ในระยะเริ่มต้น และใช้ระบบแมนนวล หรือการทำขั้นตอนต่างๆ ด้วยมือ หลังจากนั้นจะมีระบบอัตโนมัติเข้ามาสนับสนุนให้การทำงานสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แผนการควบคุมด้านความปลอดภัย ในกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่มเติม กำหนดไว้เบื้องต้นคือ หากมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิน 90 คนต่อสัปดาห์ จะตรวจเชิงรุกว่าพบการระบาดในกี่พื้นที่ของเมืองภูเก็ต แบ่งเป็น 3 อำเภอ 6 ตำบลหรือไม่ และต้องหาแหล่งที่มาของเชื้อว่ามาจากใด และเป็นสายพันธุ์ใดด้วย โดยส่วนนี้จะขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ภายในบริเวณโรงแรมเท่านั้น ซึ่งจะสามารถใช้บริการของโรงแรมได้ทุกส่วน รวมถึงชายหาดและทะเลบริเวณโรงแรมได้ จนกว่าจะสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดให้ลดน้อยลง ส่วนกรณีร้ายแรงที่ถึงขั้นต้องพิจารณาชะลอการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคือ พบเชื้อโควิดระบาดกระจายในหลายพื้นที่ของเมืองภูเก็ต เป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากกว่า จนทำให้โรงพยาบาลในภูเก็ตไม่สามารถรองรับผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มได้แล้ว กรณีนี้จะเร่งหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อประเมินสถานการณ์ การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เน้นย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้สถานการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นแน่นอน

“สิ่งที่กังวลในการเปิดภูเก็ตภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในขณะนี้คือ การเล็ดลอดเข้ามาของเชื้อโควิด โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ ที่มีความรุนแรงมากกว่าเดิม เพราะไม่สามารถทำนายได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เพราะแม้จะได้รับวัคซีนครบโดส จนสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ติดโควิด เพราะไม่มีวัคซีนชนิดใดในโลกที่ฉีดแล้วจะป้องกันไวรัสได้ 100% เพียงลดความรุนแรงและลดโอกาสในการเสียลงเท่านั้น ทำให้โอกาสการติดเชื้อยังคงมีอยู่ จึงต้องเน้นให้ป้องกันตัวเองและปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ส่วนเรื่องระบบการเตรียมความพร้อมต่างๆ ขณะนี้พร้อมหมดแล้ว โดยการเปิดภูเก็ตรับต่างชาติในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประเทศครั้งแรกในรอบ 1 ปีครึ่ง ให้คะแนนเต็ม 100 เพราะเราต้องมั่นใจเนื่องจากเราทำเอง รวมถึงนโยบายเปิดประเทศเป็นของนายกฯ ทำให้ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกัน ไม่มีหน่วยงานใดสามารถปฏิเสธได้ ทำให้ 120 วัน เราต้องพร้อม จึงยืนยันว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จะไม่ล่มแน่นอน ยังไงก็ล่มไม่ได้ เพราะเป็นการสร้างความหวังให้กับผู้ประกอบการในสายการท่องเที่ยว ในการบริหารจัดการได้โควิดได้ เมื่อวัคซีนพร้อม” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติใน 120 วันของนายกรัฐมนตรี ต้องบอกความหมายคือ เปิดเฉพาะในจังหวัดที่พร้อมก่อน หากจังหวัดใดไม่พร้อมก็เลื่อนไปก่อนได้ โดยเบื้องต้นภายวนเดือนตุลาคมนี้ จะพยายามเปิดให้ได้ใน 10 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, สุราษฎร์ธานี, เชียงใหม่, ชลบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, บุรีรัมย์ และกรุงเทพฯ ให้ได้ก่อน แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดในภาพรวมประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง แต่จะพยายามผลักดันเปิดในจังหวัดที่พร้อมก่อน เนื่องจากขณะนี้พบว่ามีจังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อโควิดระดับต่ำหรือปลอดภัยแล้ว ส่วนความกังวลในการเปิดจังหวัดอื่นๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่พบจำนวนผู้ติดเชื้อในระดับสูงมากนั้น เบื้องต้นมีข้อมูลว่า ภายในเดือนสิงหาคมนี้ คนในพื้นที่กทม. จะต้องได้รับวัคซีนครบ 70% เนื่องจากรัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งฉีดวัคซีนให้กับคนกรุงเทพฯ จึงคาดว่าภายในเดือนตุลาคมนี้ กทม.น่าจะปลอดภัยมากขึ้น เพราะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นแล้ว ทำให้การเปิดกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ตามที่กำหนดไว้ จะพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นตามแผนให้ได้ ส่วนพื้นที่นำร่องอื่นๆ ที่จะเริ่มพิจารณาเปิดรับต่างชาติตามภูเก็ตในระยะถัดไปคือ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตั้งเป้าว่าตะเริ่มในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยขอประเมินการเปิดภูเก็ตก่อน 14 วัน หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะเริ่มดำเนินการต่อทันที รวมถึงมีพื้นที่นำร่องในอีก 2 จังหวัด ได้แก่ จ.กระบี่ (เกาะพีพี ไร่เล เกาะไหง) และ จ.พังงา (เขาหลัก และเกาะยาว) ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะเริ่มในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon