หน้าแรก เศรษฐกิจ ถกรัฐมนตรีอาร...

ถกรัฐมนตรีอาร์เซ็ป 3-4 พ.ย.นี้ ปลดล็อคปัญหาเจรจาไม่ลงตัว

11.09.16 | 20:52 น.

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซ็ป) ว่า รัฐมนตรีการค้าอาร์เซ็ป ของ 10 ประเทศอาเซียน และคู่เจรจา 6 ประเทศ (อาเซียน +6 ) ประกอบด้วย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์นัดประชุมกันวันที่ 3-4 พฤศจิกายนนี้ เพื่อร่วมกันตัดสินใจเชิงนโยบายถึงการเดินหน้าเจรจาอาร์เซ็ปต่อไป หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในประชุมสุดยอดผู้นำ ที่ลาว ผู้นำกลุ่มประเทศอาร์เซ็ปประกาศเลื่อนเป้าหมายการเจรจาให้เสร็จสิ้นไปเป็นกลางปี 2560 จากเดิมที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 เนื่องจากมีบางประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ เช่นบางประเทศไม่ยอมผ่อนปรน หรือยืดหยุ่น การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน

นายรณรงค์ กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐมนตรีกลุ่มอาร์เซ็ปจะต้องตัดสินใจ คือ การเปิดตลาดสินค้าว่าจะใช้รูปแบบใดในการลดภาษีนำเข้าสินค้าในส่วนที่เหลืออีก 20% ของรายการสินค้าที่ค้าขายกันในกลุ่มประเทศอาร์เซ็ป ที่ยังไม่ลดภาษี 0% ทันที เพราะเป็นสินค้าอ่อนไหว และอ่อนไหวที่สุด ของแต่ละประเทศต้องการปกป้อง ดังนั้นต้องกำหนดแนวทางการลดภาษีสินค้าในกลุ่มที่เหลือให้ชัดเจน เพื่อให้คณะเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่ไปเจรจาต่อ ส่วนสินค้าอีก 80% สามารถตกลงกันได้ในเบื้องต้นแล้วว่าจะลดภาษีนำเข้าเป็น 0%ทันที สำหรับท่าทีของอาเซียนก็ต้องการเปิดตลาดให้ทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน อาเซียนมีท่าทีในเชิงรุกอย่างมากในเรื่องการลดภาษี เพราะอาเซียนมีศักยภาพในการผลิตสินค้า

นายรณรงค์ กล่าวว่า ด้านการเปิดเสรีการค้าภาคบริการ ได้กำหนดแนวทางการเปิดเสรีแล้ว ขณะนี้เปิดให้ประเทศสมาชิกยื่นรายการบริการที่จะเปิดเสรี สำหรับอาเซียนเสนอให้เปิดเสรีประมาณ 100 สาขา ส่วนคู่เจรจาของอาเซียน 6 ประเทศ ได้ยื่นข้อเสนอให้เปิดเสรีทันทีประมาณ 120 สาขาบริการ จากทั้งหมด 155 สาขาย่อย ใน 11 สาขาใหญ่ เช่นท่องเที่ยว ค้าปลีก บริการสุขภาพ โทรคมนาคม ก่อสร้าง และขนส่ง เป็นต้น โดยให้มีสัดส่วนการถือหุ้นตั้งแต่ 51% ขึ้นไป นอกจากนี้สมาชิกที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ยังต้องการให้เปิดเสรีการให้บริการโดยบุคคลธรรมดาในสาขาต่างๆ ด้วย รัฐมนตรีต้องตัดสินใจว่าจะกำหนดสาขาการเปิดเสรีมากน้อยเพียงใด

นายรณรงค์ กล่าวว่า ด้านการเปิดเสรีการลงทุน กำหนดให้ประเทศสมาชิกยื่นรายการที่ไม่ต้องการเปิดเสรีในขณะนี้ได้ หากรายการใดที่ไม่ยื่นจะนับเป็นรายการที่เปิดเสรีให้เข้ามาลงทุนได้ ขณะเดียวกันต้องมีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเปิดเสรี เช่น การให้สิทธินักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศสมาชิกอาร์เซ็ปได้เท่าเทียมกับนักลงทุนในชาติ นอกจากนี้สมาชิกบางประเทศยังต้องการให้มีการคุ้มครองนักลงทุน ซึ่งสามารถฟ้องร้องรัฐบาลได้หากธุรกิจได้รับความเสียหายจากนโยบายของรัฐในประเทศที่เข้าไปลงทุน

นายรณรงค์ กล่าวว่า หากเมื่อรัฐมนตรีมีแนวทางการเจรจาที่ชัดเจนแล้ว คณะเจรจาอาร์เซ็ปจะไปเจรจากันต่อ คาดว่าอย่างช้าน่าจะสามารถสรุปผลการเจรจากันได้ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ ต่อจากนั้นประเทศสมาชิกจะไปดำเนินกระบวนการภายใน เพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ หากบังคับใช้ได้จะถือว่าเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใหญ่กว่าความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)

Advertisement