ที่กรมสรรพากร นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรจับกุมขบวนการขายใบกำกับภาษีปลอม เป็นกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง บริษัทที่เข้าจับกุมนั้นเป็นร้านวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่มีพื้นที่ร้านกว่า 4 ไร่ ในจังหวัดนนทบุรี โดยบริษัทดังกล่าวนอกจากขายวัสดุก่อสร้างแล้ว ยังมีการออกใบกำกับภาษีโดยไม่ได้มีการซื้อขายจริง รวมถึงยังรับซื้อใบกำกับภาษีจากร้านค้าอื่นประมาณ 4-5 ร้าน และนำมาขายต่อให้ผู้ประกอบการ 400-500 ราย โดยมีราคาขายต่อประมาณ 2.5-3.5% ถ้าสินค้าราคา 1 ล้านบาท ขายในราคา 25,000 บาท ผู้รับซื้อสามารถนำไปลงค่าใช้จ่ายมีภาษีที่เกี่ยวข้องคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% คิดเป็นมูลค่า 70,000 บาทต่อ 1 ล้านบาท และยังมีภาษีเงินได้นิติบุคคล
นายประสงค์กล่าวว่า กรมใช้เวลาติดตามพฤติกรรมร้านค้าดังกล่าวประมาณ 4-5 เดือน พบว่าร้านค้าเป็นนิติบุคคลมีพฤติกรรมออกใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมายให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ เป็นจำนวนมากจึงดำเนินการสอบสวนและเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายรายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีการยื่นยอดขายภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) บังหน้าเพื่อให้ดูสมจริง เป็นมูลค่าสินค้ากว่าพันล้านบาท ซึ่งความเสียหายที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยกรมสรรพากรจะขยายผลจากข้อมูลที่มีอยู่ในครั้งนี้ ติดตามไปสู่ผู้ที่ซื้อและขายใบกำกับภาษีปลอมจากผู้ขายกลุ่มนี้มาดำเนินการต่อไป
นายประสงค์กล่าวว่า สำหรับความผิดกรณีดังกล่าว สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 ผู้ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ มีโทษทางอาญาตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี ต่อใบกำกับภาษี (กระทง) รวมกันสูงสุดไม่เกิน 20 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท และโทษทางแพ่ง ต้องรับผิดเบี้ยปรับสองเท่าของภาษีตามมาตรา 89 (6) และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 กรณีที่ 2 ผู้นำไปใช้ มีโทษทางอาญาตามมาตรา 90/4 (7) แห่งประมวลรัษฎากร มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี ต่อใบกำกับภาษี (กระทง) รวมกันสูงสุดไม่เกิน 20 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท และโทษทางแพ่ง ต้องรับผิดเบี้ยปรับสองเท่าตามมาตรา 89 (7) และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1
นายประสงค์กล่าวว่า ที่ผ่านมาในช่วง 2 ปี กรมจับกุมผู้ประทำผิดในลักษณะปลอมใบกำกับภาษีและโกงแวตไปแล้ว 12 ครั้ง คิดเป็นจำนวนผู้เสียหาย 16 ราย และมีการขยายผลไปยังผู้ที่มาซื้อใบกำกับภาษีดังกล่าว 4,701 ราย โดยพบมูลค่ายอดขายสินค้าที่ออกใบกำกับภาษี 5,000-6,000 พันล้านบาท คิดเป็นมูลค่าภาษีกว่า 1,000 ล้านบาท โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการฟ้องร้องต่อศาลชั้นต้น และอยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 2 ราย

