จุรินทร์ ลุยมินิ-เอฟทีเอ นำร่องเมืองโคฟุญี่ปุ่น จับมือผลักดันอัญมณี เล็งจับคู่โปรโมตจังหวัดเปิดรับต่างชาติ

จุรินทร์ ลุยมินิ-เอฟทีเอ นำร่องเมืองโคฟุญี่ปุ่น จับมือผลักดันอัญมณี เล็งจับคู่โปรโมตจังหวัดเปิดรับต่างชาติ เริ่มภูเก็ต

วันที่ 12 กรกฎาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการเป็นประธานและสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการ เป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่นผ่านระบบออนไลน์ ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจของโลกการส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2564 สามารถทำรายได้จากการส่งออกเป็นมูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.78% โดยเฉพาะภาคการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ประเทศไทยสามารถส่งออก มูลค่า 67,578 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินของไทยสามารถทำการส่งออกได้เป็นลำดับที่ 1 ของโลก และพลอยสีเป็นลำดับที่ 3 ของโลก

สำหรับการค้าไทย-ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 ของไทยและตลาดญี่ปุ่นถือว่าเป็น 1 ใน 6 ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญที่สุดของไทย 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยสามารถส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปญี่ปุ่นมูลค่า 2,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.84% ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึกกับประเทศต่างๆทั่วโลก นอกจากระบบในการค้าปกติหรือรูปแบบการทำ FTA ตนมอบนโยบายความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึกหรือการลงนามบันทึกความเข้าใจที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับมณฑลของรัฐหรือเมืองที่มีความสำคัญ

ทั้งนี้ การลงนามระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นนโยบายขยายความสัมพันธ์การค้าเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ประเทศไทย เป็นการลงนามตามนโยบายเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยประการที่ 1.มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาธุรกิจการผลิตอัญมณีเครื่องประดับทางการตลาดและการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างการในส่วนของ SMEs ของทั้งสองฝ่าย เมืองโคฟุเก่งเรื่องเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนแต่ประเทศไทยเก่งในเรื่องการเจียระไนอัญมณี ประการที่ 2.ร่วมมือกันทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันต่อไป ประการที่ 3.ตนหวังว่ามูลค่าการค้าระหว่างกันในเรื่องอัญมณีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปีนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวเลขปีที่แล้ว สามารถทำมูลค่าการค้าระหว่างกันไทย-ญี่ปุ่น ด้านอัญมณี 14,754 ล้านบาท บวก 2% แต่ปี2564 ตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างกันด้านอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่ต่ำกว่า 5% มูลค่าประมาณ 15,500 ล้านบาท

“ขอขอบคุณเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศกรุงโตเกียว ที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นในวันนี้เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปและขอให้พี่น้องชาวโคฟุประสบแต่ความสุขโดยทั่วกันด้วย” นายจุรินทร์ กล่าว

ขณะที่ นายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ กล่าวผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณสดจากประเทศญี่ปุ่นว่า เมืองโคฟุมีประชากร 190,000 คน ถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดยามานาชิ เมืองโคฟุ เป็นแหล่งผลิตผลึกแก้วคริสตัลที่มีการพัฒนาการเจียระไนและแปรรูปให้เป็นแหล่งแปรรูปอัญมณี เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยปี 2562 ตนได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กรุงเทพเพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องประดับของเมืองโคฟุให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่การลงนามเอ็มโอยู ในวันนี้ จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั้งไทยและเมืองโคฟุมากยิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดจะคลี่คลายโดยเร็วและอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของสองประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป

จากนั้นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุได้ลงนาม MOU ท่ามกลางสักขีพยาน เช่น นายสุริยน ศรีอรทัยกุ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นต้น

นายจุรินทร์ กล่าวภายหลังพิธีว่า การลงนามนี้ถือเป็น Mini FTA ฉบับแรก ที่ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึก เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศญี่ปุ่น การลงนามจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการทั้งส่งเสริมภาคการผลิต ทำการตลาดร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆระหว่างกัน ทั้งการเจียระไน ขึ้นตัวเรือนและซอฟท์แวร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิต โดย Mini FTA ฉบับต่อไป กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าคือทำกับมณฑลไหหลำ ประเทศจีน และรัฐเตลังกานา ประเทศอินเดีย และอื่นๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

“ได้คุยกับภาคเอกชนช่วง 4-5เดือนที่ผ่านมา พบว่า เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นมียอดสั่งซื้อมากขึ้นประมาณ 30% จากที่คาดไว้ ผมได้หารือกับภาคเอกชนและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีความเป็นไปได้ที่ช่วงเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ อาจจัดการส่งเสริมการขายที่จังหวัดภูเก็ตในบางจุดที่มีความเหมาะสม เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ประสงค์นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศไทยเดินทางมาที่ภูเก็ตเพื่อส่งเสริมภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทยด้วย” นายจุรินทร์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon