หน้าแรก เศรษฐกิจ ถกด่วนรับมือพ...

ถกด่วนรับมือพายุดีเปรสชั่นเข้าไทย13-15 ก.ย.นี้ กรมชลฯมั่นใจช่วยเพิ่้มน้ำในเขื่อน

12.09.16 | 16:30 น.

ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับพายุดีเปรสชั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยถึงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศว่าระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน จะมีพายุดีเปรสชั่นพัดผ่านเข้ามาประเทศไทย อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ได้ จึงได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหารือและทำงานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ มอบหมายให้กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ให้ข้อมูลบริเวณที่พายุพัดผ่านและคำนวณปริมาณน้ำฝนที่ไทยจะได้รับ กรมชลประทานดูแลพื้นที่ในเขตชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เตรียมแผนเผชิญเหตุ และรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากเกิดปัญหาน้ำท่วม และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลฯประเมินว่า พายุดีเปรสชั่นที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กันยายนนี้ น่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อาทิ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ นครราชสีมา รวมถึงภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆเพิ่มขึ้น อาทิ เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำตะคอง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง และเขื่อนภูมิพล จ.ตาก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในเขื่อนที่เพิ่มสูงขึ้น จะไม่กระทบให้เกิดภาวะน้ำล้นเขื่อน หรือน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อน เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก รวมทั้งกรมชลฯได้ทำการพร่องน้ำบางส่วนออกจากคลองส่งน้ำ หรือเส้นทางระบายน้ำต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว จึงเชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาน้ำล้นตลิ่งอย่างแน่นอน

“พายุดีเปรสชั่นที่กำลังเข้าไทย จะไม่ส่งผลให้แม่น้ำต่างๆ น้ำล้นตลิ่ง จนเกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้แม่น้ำส่วนใหญ่ในภาคอีสานตอนล่าง และภาคเหนือตอนล่าง ยังมีปริมาณน้ำเพียง 30% ของความจุลำน้ำเท่านั้น เมื่อเกิดพายุ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น คาดว่าแม่น้ำมูลตอนล่าง จะมีปริมาณน้ำเพิ่มเป็น 80% ของความจุลำน้ำ แม่น้ำชี จะเพิ่มเป็น 50% และแม่น้ำยม จะเพิ่มเป็น 40 -50% รวมทั้งช่วยเติมน้ำเข้าเขื่อนภูมิพลอีกประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่งผลให้ปริมาณน้ำใช้การได้เพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 39% และช่วยให้เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำสำหรับใช้การในฤดูแล้งได้มากขึ้น ” นายทองเปลวกล่าว

Advertisement