หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติ คาด...

แบงก์ชาติ คาดปีนี้ใช้เงินกู้หมด 5 แสนล้าน ไม่ห่วงหนี้สาธารณะสูง เพราะกู้ในประเทศ ดันตัวเลขจีดีพีขึ้น

12.07.21 | 16:44 น.

แบงก์ชาติ คาดปีนี้ใช้เงินกู้หมด 5 แสนล้าน ไม่ห่วงหนี้สาธารณะสูง เพราะกู้ในประเทศ ดันตัวเลขจีดีพีขึ้น


เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ครั้งที่ 2/2564 ว่าหลังจากประกาศล็อกดาวน์ ซึ่งเริ่มวันนี้เป็นวันแรกนั้น ธปท.จะติดตามและประเมินผลต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดูว่าหลังล็อกดาวน์แล้ว จะมีมาตรการอะไรต่อหรือไม่ หรือสถานการณ์จะดีขึ้น และจะผ่อนคลายได้อย่างไร ส่วนเรื่องของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า เป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงมากขึ้น แต่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินสายพันธุ์ดังกล่าวไว้ส่วนหนึ่งแล้ว โดยประเมินว่าอาจทำให้มีความเสี่ยงในการควบคุมการระบาดได้ช้าลง และมีภูมิคุ้มกันหมู่ช้าลงด้วย

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า การระบาดมีความยืดเยื้อ จนเกิดการล็อกดาวน์ จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ อัตราการฉีดวัคซีนมองไว้ 3-4 แสนโดสต่อวัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนวัคซีนที่เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านต่ำ สำหรับเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในปีนี้ประมาณ 1 แสนล้านบาท และในปีหน้าประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยมองว่าหากสถานการณ์เปลี่ยนไป และรุนแรงขึ้น มีความเป็นไปได้ที่เงินจาก พ.ร.ก.จะถูกนำมาใช้เต็มจำนวนที่ 5 แสนล้านบาท โดยจะต้องติดตามทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่มีผลต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะมีความช้าลง มีความเสี่ยงสูงมากที่เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ โจทย์สำคัญคือการจัดหาและกระจายวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมการระบาดของโรค รวมไปถึงการเร่งการดำเนินนโยบายทางด้านการเงิน การคลัง ในระยะสั้น

Advertisement

นโยบายการเงินในระยะนี้เน้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อสูงเป็นปัจจัยชั่วคราว การกระจายสินเชื่อเป็นตัวเสริมสภาพคล่องไปยังธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น ทาง กนง.พร้อมใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เพื่อให้นโยบายการเงินมีประสิทธิผลสูงสุด ด้านนโยบายการคลัง การเยียวยาเติมรายได้ให้กับแรงงานยังมีความจำเป็น เพราะแรงงานได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากการระบาดในรอบก่อนๆ เป็นอย่างมาก

“ธปท.ได้มีการขยายเวลาพักชำระหนี้ไปจนถึงสิ้นปี สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังประเมินกระแสเงินสดไม่ได้ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังพอมีกระแสเงินสดเข้ามา สามารถเข้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อยืดระยะเวลาการชำระหนี้ให้มากขึ้น และการตั้งเกณฑ์การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของสถาบันการเงิน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ยังไม่มีความแน่นอนสูง”

นายสักกะภพกล่าวต่อว่า ตัวเลขสินเชื่อฟื้นฟูยังไปต่อได้อย่างดี ตามที่จะตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อให้ได้ 1 แสนล้านบาท ภายใน 6 เดือน ยอดคำขอสินเชื่อยังทยอยเข้ามาเรื่อยๆ มีการกระจายตัวไปยังกิจการขนาดเล็กตามต่างจังหวัด โดยปัจจุบัน ณ วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา สินเชื่อฟื้นฟูที่อนุมัติแล้วมีทั้งสิ้น 66,898 ล้านบาท จำนวนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ 21,929 ราย และวงเงินอนุมัติเฉลี่ย 3.1 ล้านบาท/ราย

ส่วนโครงการพักทรัพย์พักหนี้ที่ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อยังไม่สูงมาก เพราะว่าเป็นกลไกใหม่ ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเจรจาระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ค่อนข้างนาน แต่ว่ามีลูกค้าจำนวนมากที่แสดงความจำนงไว้ที่ธนาคารแล้ว ซึ่งกำลังรอแก้กฎหมายยกเว้นค่าโอน ค่าธรรมเนียม คาดว่าหลังจากนี้จะได้เห็นตัวเลขผู้ได้รับสินเชื่อตรงนี้ 1 หมื่นล้านบาท

นายสักกะภพกล่าวว่า ตอนนี้ระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง มาตรการช่วยเหลือจะไปดูเรื่อง ลดภาระหนี้สิน ส่วนการเติมสภาพคล่องยังไปได้ดี บริษัทขนาดใหญ่มีการระดมทุนได้ อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้มองมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูจะตอบสนองให้กับคนทุกกลุ่ม ทางรัฐบาลต้องเข้าไปดูแลกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ และใช้มาตรการที่หลากหลาย ล่าสุดได้ออกโครงการสินเชื่ออิ่มใจ ที่มีวงเงินช่วยเหลือให้ค่อนข้างสูง

“ธปท.ไม่ได้กังวลตัวเลขหนี้สาธารณะที่สูง เพราะประเทศไทยมีอันดับเครดิต และการขายพันธบัตรรัฐบาล ที่ภาคเอกชนไม่ได้กังวลต่อการก่อหนี้ของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การก่อหนี้เพื่อไปช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น ก็จะช่วยทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งเป็นการกู้เงินภายในประเทศ จะไม่ได้น่ากลัวเท่ากับไปกู้ต่างประเทศ และดอกเบี้ยจ่ายในระยะ 10 ปีข้างหน้า อยู่ที่ไม่ถึง 2%” นายสักกะภพกล่าว