สสว. ผนึกเอ็กซิมแบงก์-สมาพันธ์เอสเอ็มอี ยกระดับเอสเอ็มอี ส่งออกสินค้าไปตลาดโลก
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแหงประเทศไทย หรือ เอ็กซิม แบงก์ และนายแสงชัย ธีรกุลวานิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนในการจำหน่ายสินค้าไปยังตลาดโลก
นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นความร่วมมือในการพัฒนาและส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการส่งออก ได้เข้าใจถึงเรื่องของการตลาด และเพิ่มศักยภาพในส่วนที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้ ทาง เอ็กซิม แบงก์ จะเป็นหน่วยงานที่ให้ความรู้ในการเพิ่มทักษะให้กับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งหาแล่งเงินทุน และการทำงานประสานกันกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย โดยมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ 1.การช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น 2.การเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนในการผลิตสินค้า และ 3.การเข้าถึงแหล่งทุน ตั้งเป้าให้มีเอสเอ็มอีสามารถยกระดับส่งออกได้เพิ่มขึ้นอีก 1,600 กิจการ
โดยหลังจากลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้แล้ว จะมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการอีก 6 ครั้ง ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ จันทบุรี, ขอนแก่น, ประจวบคีรีขันธ์, สงขลา, เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ โดยจะนำเสนอความสำเร็จของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในแต่ละภูมิภาค มาเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการรายอื่นปฏิบัติตาม
นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแหงประเทศไทย หรือ เอ็กซิม แบงก์ กล่าวว่า สำหรับโครงการยกระดับเอสเอ็มอีสู่การส่งออกครั้งนี้ เพื่อผลักดันและสร้างผู้ประกอบการให้เป็นผู้ส่งออกได้ จากรายที่ไม่เคยส่งออกก็ส่งออกได้ ส่วนรายที่ส่งออกอยู่แล้ว ก็ช่วยในการขยายตลาด ให้ส่งออกได้มากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีมากถึง 3.1 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ แต่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพียง 1% หรือราว 3 หมื่นรายเท่านั้นที่สามารถส่งออกได้ ในขณะที่ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีเพียงการส่งออกที่เป็นเครื่องจักรตัวเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไปต่อ ดังนั้นการสนับสนุนโครงการนี้จะช่วยให้การส่งออกขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
เอ็กซ์ซิมแบงก์จัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการ เรียกว่า สินเชื่อ เอ็กซิม จัมพ์ สตาร์ท (Exim Jump Start) วงเงินรวม 5 พันล้านบาท ให้วงเงินกูสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย และผู้ประกอบการที่ได้สินเชื่อไปนั้น สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมเป็นระยะๆ หากกิจการต้องการพัฒนาหรือขยาย โดยอัตราดอกเบี้ยเริ้มต้นที่ 3% ไม่ต้องใช้หลักประกัน แต่ใช้ บสย. ในการค้ำประกันสินเชื่อ และบุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกัน โดยจะมีแบบประเมินศักยภาพให้ผู้ประกอบการทำ เพื่อให้ผู้ประกอบการสำรวจตัวเองในทุกด้าน หากพบจุดอ่อนจะได้แก้ไขได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเอ็กซ์ซิมแบงก์จะเข้าไปดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่การปรับโครงสร้างหนี้ การพักหนี้ และการปล่อยสินเชื่อ ที่ผ่านมาเอ็กซ์ซิมแบงก์ได้ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการไปแล้ว 3 พันราย วงเงินสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 85% เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็ม
นายแสงชัย ธีรกุลวานิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ทางสมาพันธ์ ก็มีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บ่มเพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้ยกระดับขีความสามารถในการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศได้ โดยเฉพาะการใช้กลไกภาครัฐร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นมิติในการทำความร่วมมือ แล้วทำโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่องในอนาคต ปัจจัย สำคัญคือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มที่เป็นผู้ส่งออก มีจำนวนน้อย อยู่12.5%ของผู้ส่งออกทั้งหมด นั้นหมายความว่า 87.5% เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ด้านมูลค่ามูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยอยู่ที่ 6 แสนล้านบาท จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมด 7 ล้านล้านบาท
ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จะต้องสนับสนุนและผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพในการที่ไปเติบโตในตลาดโลก เพราะตอนนี้ตลาดในประเทศไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในเมืองไทยแล้ว จึงต้องทำให้ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสใหเอสเอ็มอีได้เติมโต โดยมี 5 ปัจจัย คือ 1.การให้ความรู้ความสามารในการนำเข้าและการส่งออก 2.การหาช่องทางและการตลาดใหม่ๆ 3.เรื่องแหล่งทุน เ 4.การสร้างเครือข่าย ให้ความช่วยเหลือกัน 5.ข้อมูลข่าวสาร อาทิ ภาวะเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และภาษา เมื่อแก้ไขและพัฒนาปัจจัยเหล่านี้ได้ก็จะ ในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเข้าถึงโอกาสในตลาดโลกใหม่ๆ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถส่งออกได้มากขึ้นจาก 3 หมื่นราย เป็น 3 แสนราย





