คิดเห็นแชร์ : ผลกระทบของกระแสการ Disruption ต่อตลาดหุ้น

คิดเห็นแชร์ : ผลกระทบของกระแสการ Disruption ต่อตลาดหุ้น

คิดเห็นแชร์ : ผลกระทบของกระแสการ Disruption ต่อตลาดหุ้น

บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ ผมจะขอแชร์มุมมองต่อสถานการณ์การลงทุนที่เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเริ่มทยอยทำการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งเพื่อหาการลงทุนใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย หรือ Stakeholder และเพื่อการอยู่รอดจากการ Disruption ของธุรกิจแบบดั้งเดิม อาทิ การเปิดรับสกุลเงินดิจิทัลของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การขยายตัวของธุรกิจประเภท Business solution ที่นำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหรือเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพของธุรกิจแบบดั้งเดิม การลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ล่าสุดแม้แต่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ยังไม่สามารถนิ่งเฉยกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะเป็น Trend ใหม่ๆ ของโลก ต้องวางแผนการลงทุนใหม่ๆ ฉีกจากการลงทุนในธุรกิจพลังงานแบบดั้งเดิมทั้งเพื่อเกาะกระแสเรื่องการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือ ESG และเพื่อความอยู่รอดในอนาคตของกลุ่มบริษัท

PTT เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ทำหน้าที่ในการจัดหาน้ำมันเพื่อสนองตอบความต้องการใช้ภายในประเทศ ปัจจุบันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งประเด็นเรื่องของการตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มลดลงในอนาคต เป็นต้น ทำให้ธุรกิจน้ำมันแบบดั้งเดิม ต้องเผชิญความเสี่ยงของการ Disruption เราจึงเริ่มเห็นช่วง 1-2 ปีมานี้ กลุ่ม PTT มีการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ๆ มากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมัน เช่น การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ การลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน การลงทุนในธุรกิจค้าปลีก การลงทุนในธุรกิจเวชภัณฑ์ เป็นต้น และผมเชื่อว่าเราจะเห็นการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้ของกลุ่ม PTT มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ การขยับตัวไปธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็น Trend ของโลกเพื่อหลีกหนีกระแสของการ Disruption จะเห็นได้ชัดว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในตลาดหุ้น เช่น GPSC ประกาศการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ และพลังงานทดแทน (ล่าสุดเป็นการลงทุนโซลาร์ฟาร์มในประเทศอินเดียและพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ไต้หวัน) นักลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกทันที (ราคาหุ้นขึ้น) ผมยกตัวอย่างหุ้นกลุ่ม PTT เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า หลังจากนี้สัดส่วนมูลค่าตลาดของตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อย จากเดิมที่มูลค่าตลาดของตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่น้ำหนักจะไปตกอยู่ที่หุ้นกลุ่มหลักอย่าง กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยหุ้นที่สามารถปรับตัวหนีกระแส Disruption ได้ เช่น หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นกลุ่มบริการ เป็นต้น จะทยอยเริ่มมีบทบาทกับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ผลที่จะตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนมูลค่าตลาดของหุ้น “โลกเก่า” ที่หนีกระแส Disruption ไม่ทัน ซึ่งจะทยอยลดลงเรื่อยๆ และถูกแทนที่ด้วยหุ้น “โลกใหม่” ที่ก้าวทันกระแสของโลก และหากพิจารณาในเรื่องของ Valuation จะพบว่าหุ้น “โลกใหม่” ที่สามารถหนีการ Disruption ได้จะมีอัตราส่วน PE และ/หรือ PBV สูงกว่าหุ้น “โลกเก่า” มาก

นักลงทุนไม่สามารถที่จะยึดติดกับค่าสถิติในอดีตย้อนหลังในอดีต 10-20 ปีก่อนได้อีกต่อไป ปัจจุบัน Forward PE ของดัชนี SET index สูงราว 18.6 เท่า (อิงประมาณการ EPS ของ SET index ปีนี้ที่ 84.3 บาท/หุ้น ใน Bloomberg consensus ที่นักวิเคราะห์แต่ละโบรกเกอร์ส่งข้อมูลการทำประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไปที่ Bloomberg และดัชนี SET index ที่ 1,572 จุด) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมากหลายเท่า โดยจากข้อมูลใน Bloomberg ช่วงปี 2549-50 ก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการ QE ของเฟดในปี 2551 อัตราส่วน Forward PE ของ SET index เฉลี่ยต่ำเพียง 10.6 เท่า และในช่วง 10 ปีหลังสุด อัตราส่วน Forward PE ของ SET index เฉลี่ยอยู่ที่ราว 15 เท่า จะเห็นได้ว่าการปรับขึ้นของอัตราส่วนดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนมูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียนจากหุ้นกลุ่ม “โลกเก่า” มายังหุ้นกลุ่ม “โลกใหม่” ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และมีอิทธิพลของนโยบายการเงินทั่วโลกที่เน้นอัตราดอกเบี้ยต่ำและมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ดังนั้นจากสถานการณ์ในปัจจุบันนักลงทุน VI หลายคนที่รอคอยให้ดัชนี SET index กลับไปมีอัตราส่วน PE ต่ำๆ เหมือนเช่นในอดีตอาจจะเสียโอกาสลงทุนได้เช่นกัน

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 ผมประเมินว่า SET index จะยังทรงตัว เพื่อรอคอยให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 สามารถควบคุมได้ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญของไทยอย่างภาคการท่องเที่ยวกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยยังไม่สามารถควบคุมได้จนถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักอื่นๆ เริ่มฟื้นตัวแล้ว อาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักๆ ตัดสินใจทยอยปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเสียก่อน แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทัน ซึ่งจะเป็นข่าวร้ายของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็เป็นได้

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (KGI)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon