สกู๊ปหน้า 1 : มองประกันโควิด ความเสี่ยง-โดนเท!
สร้างความสงสัยไปตามๆ กัน กรณีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประกาศบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย การติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) แบบ เจอ จ่าย จบ หรือเรียกว่า โควิด-19 ทูอินวัน กับลูกค้า โดยอ้างว่าเกิดจากจากสาเหตุ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้น จนทำให้เกิดกระแสสังคม แม้ภายหลังทางบริษัทจะประกาศยกเลิกประกาศฉบับแรกที่ยกเลิกกรมธรรม์
แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ทำให้หลายคนระแวงกับการประกันภัย

น.ส.พัฒนาพร โกวพัฒนกิจ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายให้ฟังถึงความเสี่ยงจากการทำประกันว่า การทำประกัน คือ การบริหารความเสี่ยง โดยคนทั่วไปนำความเสี่ยงที่มีไปให้ตัวแทนที่มีความรู้มาบริหารความเสี่ยงแทน เพราะคนเราไม่รู้ว่าจะต้องเสี่ยงกับอะไรบ้าง เสี่ยงว่าจะต้องเป็นโรค ต้องเจ็บป่วย มีค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทำประกันสุขภาพ เพราะค่าเบี้ยประกันมีราคาสูง 6-7 พันบาทต่อปี คิดว่าจ่ายไม่ไหว และแม้ว่าจะมีความเสี่ยงแต่คิดว่าความเสี่ยงต่ำจึงเลือกจะไม่ซื้อประสุขภาพ แต่การระบาดของโรคโควิด-19 ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ตอนนั้นคิดกันว่าไม่มียารักษา และเบี้ยประกันก็ค่อนข้างถูก คนส่วนใหญ่จึงตัดสินใจซื้อประกันง่ายขึ้น เนื่องจากเห็นชัดเจนว่าคุ้มค่า
ข้อมูลจากข่าวระบุว่า ในปีที่แล้วช่วงเดือนเมษายน มีผู้ทำกรมธรรม์ประกันถึง 8 ล้านฉบับ และในปีนี้เพิ่มขึ้นสูง 14 ล้านฉบับ และมีมูลค่ารวม 6 พันล้านบาท ดังนั้น ในตอนนี้การทำประกันโควิด-19 จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด รวมทั้งสะท้อนให้เห็นว่าคนเข้าไม่ถึงประกันสุขภาพ เพราะราคาแพง
ส่วนสาเหตุที่บริษัทสินมั่นคงบอกเลิกประกัน น่าจะเป็นไปตามข่าว เพราะว่ามีการเคลมประกันดังกล่าวเยอะ แปลว่า บริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ถ้าคิดแบบเดิมตรงไปตรงมา (วันออนวัน) สมมุติว่าผู้เอาประกันจ่ายเบี้ย 1 พันบาท แต่เราจะได้ความคุ้มครองอยู่ที่ 1 แสนบาท และมองมุมกลับ บริษัทก็มองว่ารับเงินจากลูกค้ามาแค่ 1 พันบาท แต่ต้องให้ความคุ้มครองลูกค้าตั้ง 1 แสนบาท แต่จริงๆ แล้วคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทไม่ได้รับค่าเบี้ยประกันจากคนเดียว มีโจทย์ว่าความเสี่ยงเกิดการติดโควิด-19 ขึ้น และต้องจ่ายเงินประกันนั้น ไม่เกิดขึ้นกับทุกคนที่ทำประกัน
เช่นเดียวกับกรณีการทำประกันรถยนต์ เมื่อนำผู้เอาประกันมารวมกันอาจจะเกิดความเสี่ยงแค่ 5% จะเกิดวินาศภัยขึ้น ดังนั้น ในเชิงการทำประกันบริษัทจะต้องประเมินความเสี่ยง ปัจจัยแรกการจะออกผลิตภัณฑ์หรือไม่
การที่ปีที่แล้วมีประกันภัยโควิด-19 แสดงว่าประเมินแล้วความเสี่ยงต่ำ เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทคิดว่าความเสี่ยงมีสูง เขาจะไม่ออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบนี้ อย่างกรณีเกิดเหตุอุทกภัย หรือน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จะเห็นได้ว่าหลังจากนั้นไม่มีบริษัทประกันใด ออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอุทกภัยอีกเลย เพราะความเสี่ยงสูงเกินไป
เช่นเดียวกับการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยโควิด-19 ในตอนนี้ ทุกบริษัทต่างปรับเปลี่ยน ไม่ขายประกันรูปแบบเจอ จ่าย จบ แล้ว เพราะมีปริมาณผู้ติดโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น และรัฐไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงนี้ได้ จนทำให้ความเสี่ยงสูงเกินไป จึงเปลี่ยนรูปแบบจาก เจอ จ่าย จบ ไปเน้นการประกันค่ารักษาพยาบาล หรือกรณีโคม่าแทน
อีกปัจจัย คือ ควรคิดค่าเบี้ยประกันเท่าไหร่ แล้วบริษัทต้องการกำไรเท่าไหร่ และต้องจ่ายค่าตอบแทนมากน้อยแค่ไหน บริษัทประกันต้องนำความเสี่ยงมาคำนวณว่าจะต้องจ่ายค่าคุ้มครองเท่าไรให้คุ้มค่ากับความเสี่ยง เมื่อมีความเสี่ยงสูงขึ้น ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงตาม เพราะบริษัทจะต้องจ่ายเงินประกันมากขึ้น กรณีประกันโควิด-19 เองก็มีหลากหลายระดับราคา ยิ่งค่าเบี้ยแพงความคุ้มครองก็จะสูง และตัวเลือกก็จะมากขึ้นตามไปด้วยขณะเดียวกันความเสี่ยงเพิ่ม ทำให้ความคุ้มครองลดลง จากเดิมความเสี่ยงต่ำคิดค่าเบี้ยประกัน 1 พันบาท จะได้รับการคุ้มครองถึง 1 แสนบาท
แต่เมื่อความเสี่ยงเพิ่ม โควิด-19 ระบาดหนัก ค่าเบี้ยอาจจะ 1 พันบาท แต่ได้รับค่าคุ้มครอง 1 หมื่นบาทแทน เป็นต้น สิ่งที่ต้องการจะสื่อคือ บริษัทประกันภัยจะตัดสินใจออกผลิตภัณฑ์ ก็ดูความเสี่ยงลำดับแรก และเมื่อตัดสินใจจะออกผลิตภัณฑ์ประกัน ก็ต้องไปขออนุมัติจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อน ว่าอยู่ในความเสี่ยงที่รองรับได้ เมื่อ คปภ.เห็นชอบด้วยจึงจะออกขายผลิตภัณฑ์ได้
การทำประกันภัยก็เหมือนกับธนาคารออกสินเชื่อ นำเงินจากลูกค้าไป มีข้อผูกมัดว่าต้องจ่ายเงินเมื่อเกิดวินาศภัย คปภ.ก็ต้องดูแล เพื่อไม่ให้บริษัทต่างๆ ต้องแบกรับภาระมาเกินไป หรือล้มไปง่ายๆ
ดังนั้น กว่าจะออกผลิตภัณฑ์ได้ ต้องคิดมาอย่างดีแล้ว แล้วจะคิดในเชิงว่าจะเห็นใจบริษัทประกันได้ไหมว่าถ้าทำต่อไปก็ต้องขาดทุน ก็ต้องย้อนไปหลักการว่า เวลาทำธุรกิจคือการยอมเสี่ยงจะขาดทุน โดยหวังว่าจะได้กำไรสูง เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร จะวางแผนธุรกิจให้รอบคอบก่อน เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องการทางแก้ไข ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้ลดความเสี่ยงลง เป็นต้น
ดังนั้น กรณีบริษัทประกันเลือกขอเลิกสัญญา อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ควรจะทำ ถ้าไม่มีปัญหาจริงก็ไม่น่าจะเลือก วิธีนี้ เพราะบริษัทจะเกิดความเสียหาย ขาดความน่าเชื่อถือ แต่หากเกิดกรณีมีปัญหา เช่น ขาดสภาพคล่อง จริงๆ แล้วสามารถจะหารือและแจ้งปัญหากับ คปภ.ได้ เช่นเดียวกับคนเรามีปัญหาก็ปรึกษาผู้ใหญ่ ผู้มีความรู้ ทางออกอาจจะเป็นการไกล่เกลี่ย แต่ไม่ใช่บอกเลิกสัญญาดื้อๆ ผลักภาระไปให้คู่สัญญา
ในทางกฎหมายมองว่าการเลิกสัญญาโดยคู่สัญญาไม่มีความผิด เป็นการทำสัญญาไม่เป็นธรรม เมื่อเกิดกรณีแบบนี้ผู้บริหารก็ต้องรับผิดชอบ และยอมรับว่า ทุน หรือหุ้น ก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า คปภ.ทำหน้าที่ดูแลผู้บริโภค และบริษัทก็ไม่สามารถทำอะไรเองตามใจชอบได้ สำหรับข้อแนะนำในการเลือกซื้อประกันภัย ได้แก่ 1.ควรสำรวจความต้องการของตนเองก่อนว่าอยากลดความเสี่ยงส่วนไหนที่ต้องการลด 2.เลือกซื้อประกันจากบริษัทน่าเชื่อถือ ดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของ คปภ. 3.ต้องศึกษากรมธรรม์ว่าเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นจะสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ไหนได้บ้าง เข้าใจว่าเป็นภาษายาก แต่ตัวแทนหรือนายหน้าอาจช่วยอธิบายในจุดไม่เข้าใจได้

