ธปท. คาด พ.ร.ก. ยกเว้นภาษีตีโอนทรัพย์ 2% ‘พักทรัพย์พักหนี้’ บังคับใช้สัปดาห์นี้ ขยายยอดทะลุ 1 หมื่นลบ.

ธปท. คาด พ.ร.ก. ยกเว้นภาษีตีโอนทรัพย์ 2% ‘พักทรัพย์พักหนี้’ บังคับใช้สัปดาห์นี้ ขยายยอดทะลุ 1 หมื่นลบ.

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวเปิดในงานสัมมนา “SMEs ไทยไปต่ออย่างไรด้วยกลไกความช่วยเหลือของ ธปท.-แบงก์รัฐ” ว่า จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมาหลายรอบ ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ถือว่าเวทีนี้ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถานบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมดก็ได้ร่วมมือกัน ในการช่วยกันหาทางออก โดยการช่วยเสริมสภาพคล่อง ซึ่ง ธปท. กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินของรัฐทั้งหมด ถ้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ก็สามารถใช้เวทีในการซักถาม ทำความเข้าใจ และให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยผ่านวิกฤตช่วงนี้ไปด้วยกัน

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาว่า ที่ผ่านมาสถาบันการเงินของรัฐได้ร่วมดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้แก่ ด้านการพักชำระหนี้ ซึ่งทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง และผลกระทบที่ขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป ส่วนอีกด้าน คือการเติมสภาพคล่องใหม่ ผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู หรือโครงการต่างๆของภาครัฐเพื่อเสริมสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจ และพยุงการจ้างงาน

ที่ผ่านมา ธปท.ได้เข้าร่วมเสวนาและหารือกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า เอสเอ็มอีบางแห่งยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ธปท.ก็ได้เร่งประสานเรื่องดังกล่าวกับภาครัฐ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มกระบวนการสื่อสาร ข้อมูล ให้กับผู้ประกอบการและพนักงานในสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้ทำความเข้าใจ เพิ่มเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น

นายแสงชัย ธีรกุลวานิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มและการจ้างงานมีมากกว่า 15 ล้านราย คิดเป็น 23% ของประชากร บทบาทและความสำคัญของเอสเอ็มอียังมีน้อย เพียง 3-4% ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ส่วนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ที่ออกมาช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีแล้ว กว่า 213,000 ล้านบาท ในการจัดการจัดสัมมนาครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดี ที่ช่วยให้เอสเอ็มอี เข้าถึงมาตรการของภาครัฐได้ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้ส่งเสริมเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็ง ในทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี

น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงโควิด-19 ว่า ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 14 ราย ยอดอนุมัติโครงการรวม 959 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล อาคารพาณิชย์ ธุรกิจสปา และโรงงานแปรรูป เป็นต้น โดยยอมรับว่าสาเหตุที่การขอเข้ามาตรการอาจน้อยเมื่อเทียบกับมาตรการอื่น เนื่องจากจะมีเรื่องของการโอนทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาในการพิจารณาว่าจะเข้าร่วมมาตรการหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามสถาบันการเงิน พบว่า ขณะนี้ มีลูกหนี้ที่ได้ยื่นตีโอนทรัพย์มายังสถาบันการเงินรวมแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ทางสถาบันการเงินยังไม่ได้มีการยื่นขออนุมัติมายังธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากรอการประกาศบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ยกเว้นภาษีตีโอนทรัพย์ ซึ่งได้มีการลงนามในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ร.ก.ดังกล่าว จะมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการตีโอนทรัพย์ 2% ของกระทรวงมหาดไทย และภาษีเงินได้และอากรแตมป์ ทั้งในตอนการรับโอนและขั้นตอนการซื้อทรัพย์คืน ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างรอกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมจากกรมสรรพากร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและบังคับใช้ได้ในสัปดาห์นี้

หลักการของมาตรการ พักทรัพย์ พักหนี้ คือการช่วยเหลือลูกหนี้ในธุรกิจที่มีทรัพย์สินที่สามารถตีโอนชำระหนี้ได้ ซึ่งลูกหนี้สามารถเช่าทรัพย์ที่ได้ทำการตีโอน หรือ ซื้อทรัพย์คืนได้เมื่อครบกำหนด โดยสถาบันการเงินจะให้สิทธิการซื้อคืนหรือเช่าทรัพย์เพื่อดำเนินธุรกิจระหว่างเข้าร่วมมาตรการแก่เจ้าของทรัพย์เป็นอันดับแรก และยังเพื่อไม่ให้เกิดการกว้านซื้อทรัพย์ในช่วงที่ราคาถูก หรือมีการกดราคาจากผู้ประกอบการ ขอย้ำ ธปท. จะเข้าไปดูแลเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการคำนวณราคา ค่าเช่า และค่าดูแลระหว่างเข้าร่วมมาตรการและลูกหนี้ไม่ได้มีการเช่าเพื่อนำไปประกอบการธุรกิจ เพื่อไม่ให้ทรัพย์มีสภาพเสื่อมโสมและพร้อมสำหรับการเปิดดำเนินธุรกิจต่อได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon