นายไบลโร มาจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และอาหาร ของประเทศบราซิล เปิดเผยภายในงานสัมมนาทางธุรกิจบราซิล-ไทย “New Perspectives in Agricultural Trade and Investment” ที่โรงแรมดุสิตธานีว่า รัฐบาลบราซิลมีความสนใจที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน และขยายความร่วมมือด้านต่างๆ กับประเทศไทยให้มากขึ้น เนื่องจากไทย เป็นประเทศศูนย์กลางในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน และยังมีจุดแข็งใกล้เคียงบราซิล โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ซึ่งประเทศไทยมีความชำนาญ ในเรื่องของข้าว อ้อย สัตว์ปีก และประมง ส่วนบราซิลมีความชำนาญในเรื่องของถั่วเหลือง ข้าวโพด อ้อย สัตว์ปีก เนื้อวัว และการทำไบโอดีเซล ซึ่งหากเกิดความร่วมมือกันและการลงทุนระหว่างกัน ก็เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการทั้งสองประเทศให้สามารถใช้จุดแข็งดังกล่าวมาต่อยอดพัฒนาในแต่ละอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้บราซิลยังมีแผนกระชับความสัมพันธ์กับประเทศไทยให้มากขึ้น โดยการเตรียมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาและแลกเปลี่ยนนักวิจัยด้านการเกษตรร่วมกัน และเอ็มโอยูกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไทก้า) กระทรวงต่างประเทศ ว่าด้วยเรื่องการพัฒนางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
“นอกจากนี้บราซิลยังประเมินว่า ประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงไทย ถือเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับบราซิลมาก เนื่องจากมีประชากรมากถึง 51% ของประชากรทั้งโลก หรือคิดสัดส่วนเป็น 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของทั้งโลก และยังมีแนวโน้มประชากรเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อสูง จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่บราซิลจะเข้ามาเจาะตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าประเภทสัตว์ปีก เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม และน้ำตาล เนื่องจากบราซิลมีศักยภาพส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก” นายไบลโรกล่าว
นายไบลโร กล่าวว่า ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่บราซิลเตรียมฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ว่า รัฐบาลไทยได้มีเรื่องการอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลนั้น เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯโดยตรง แต่สิ่งที่จะสามารถตอบได้ในตอนนี้คือเรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายในประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่ในขณะนี้ บราซิลยังมองไม่เห็นความตั้งใจที่เพียงพอของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตามแม้ว่าบราซิลจะเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ก็ไม่เคยมีความคิดที่จะเป็นผู้กำหนดราคาในตลาดโลก จึงมองว่าทางออกที่ดีสุดในเรื่องดังกล่าว คือ การที่ไทยและบราซิลเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลร่วมกัน

