หน้าแรก เศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอห่ว...

ทีดีอาร์ไอห่วงเฟด-เลือกตั้งสหรัฐทำ ศก.ไทยผันผวน-คาด กนง.คงดอกเบี้ย1.5%

13.09.16 | 16:36 น.

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงานสัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินโลก เตรียมรับมือความผันผวนไตรมาสสุดท้าย” จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี ส่วนไตรมาส 3 คาดว่าจะยังเติบโตได้ 3% แม้ว่าเดือนกรกฎาคมตัวเลขเศรษฐกิจจะชะลอลงตามมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่ทยอยหมดลง รวมทั้งการบริโภคและลงทุนเอกชนที่ขยายตัวต่ำ ภาคการส่งออกติดลบ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจีดีพีปี 2559 จะเติบโต 3% โดยแรงส่งมาจากการเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ ในงบประมาณ ปี 2560 ที่เริ่มต้นเดือนตุลาคมนี้ และงบลงทุนนอกงบประมาณ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องและเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ส่วนการส่งออกคาดว่าจะติดลบ 2% เพราะประเทศคู่ค้าหลักยังไม่ฟื้นตัวและการหาตลาดใหม่ทำได้ยากขึ้น


นายกอบสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐยังมีความผันผวนตามกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าออกในประเทศตลาดเกิดใหม่ ตามการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งธนาคารประเมินว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในเดือนธันวาคม ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ ประเมินว่าสิ้นปี 2559 จะอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าสิ้นปี 2560 จะอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% ซึ่ง กนง.น่าจะติดตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดก่อน รวมทั้งอุปสงค์ในประเทศและอัตราเงินเฟ้อยังต่ำ ทั้งนี้ ต้องติดตามว่า กนง.จะมีการส่งสัญญาณกรณีค่าเงินบาทว่าแข็งค่าเร็วและไม่เอื้อต่อการขยายตัวเศรษฐกิจเป็นครั้งที่ 3 หรือไม่

นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยที่จะมีผลกระทบหลักมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ คือกรณีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด คาดว่าจะมีการปรับขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปี 2560 อย่างไรก็ดี การปรับดอกเบี้ยขึ้นของสหรัฐจะมีผลให้มีเงินทุนไหลออกในประเทศตลาดเกิดใหม่และไทย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น รวมทั้งการเลือกตั้งสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐและกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยได้ ส่วนปัจจัยในประเทศที่จะมีผลกระทบ คือ การลงทุนเอกชนที่ขยายตัวช้า ซึ่งเอกชนใช้กำลังการผลิตเพียง 70% ตามการส่งออกที่ติดลบตามความต้องการในตลาดโลกที่ชะลอตัว และคาดว่าปีนี้ภาคการส่งออกจะติดลบเป็นปีที่ 4 ทำให้เอกชนยังไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม เป็นต้น ส่วนการประชุม กนง. คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% โดย กนง.น่าจะติดตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดก่อน และติดตามการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศว่าฟื้นตัวดีหรือยังก่อน ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย

“จีดีพีปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% แรงหนุนจากการท่องเที่ยวและลงทุนภาครัฐเป็นหลัก ส่วนการส่งออกคาดว่าจะติดลบ 2% แต่หากตัวเลขส่งออกติดลบมากกว่านี้จีดีพีอาจจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ได้” นางสาวกิริฎากล่าว

Advertisement