“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” ชี้ภาพรวมซื้อขายอสังหาฯไทยลด 40% ด้านJLL ชี้ถ้าฉีดคซีนได้ 70% ศก.จะพลิกฟื้นได้ภายใน 2 ปี

“พร็อพเพอร์ตี้กูรู” ชี้ภาพรวมซื้อขายอสังหาฯไทยลด 40% ด้านJLL ชี้ถ้าฉีดคซีนได้ 70% ศก.จะพลิกฟื้นได้ภายใน 2 ปี

นางสุพินท์ มีชูชีพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัล PropertyGuru Thailand Property Awards กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมอยู่ในช่วงขาลง โดยเมื่อวิเคราะห์เป็นรายกลุ่มจะพบกว่า โดยในส่วนของตลาด สำนักงาน ทั้ง อัตราค่าเช่า และมูลค่าของสินทรัพย์อยู่ในขาลง ราคาเช่าเฉลี่ยลดต่ำลงตั้งแต่ครึ่งปีหลัง 2563 โดยมีการประเมินหรือคาดการณ์ว่าค่าเช่าสำนักงาน เกรด A จากเดิมตารางเมตรละ 928 บาท จะปรับตัวลดลงเหลือเพียง 800 บาท ต่อตารางเมตร ขณะที่ค่าเช่าทุกเกรดจะอยู่ที่ 720 บาทต่อตารางเมตร โดยในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียม พบว่ามีราคาเฉลี่ยลดลง ขณะที่ตลาดศูนย์การค้าก็มีการปรับค่าเช่าลดลงเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ในสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา หนึ่งในเซ็กเม้นท์ที่มีอัตราการเติบโตได้ดี ทั้งอัตราเช่า และมูลค่าของสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น จะอยู่ในกลุ่มของคลังสินค้า (warehouse) และโลจิสติกส์ ซึ่งมาจากความต้องการในการจัดเก็บสินค้าของกลุ่มธรกิจอีคอมเมิร์ซ และตลาดออนไลน์ที่ขยายตัว
ทั้งนี้ ในส่วนของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม มีการปรับตัวลดลง 40% หรือประมาณ 18, 000 ล้านบาท ในปี 2562 จากผลกระทบวิกฤตโรคระบาดโควิด 19 เมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่เกือบ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2563 ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกปี 2564 มีมูลค่าการลงทุนซื้อขายเปลี่ยนมืออยู่ที่ 8,400 ล้านบาทเท่านั้น

สำหรับในปีนี้ในไตรมาสแรกของปี พบว่ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 8,400 ล้านบาท ซึ่งก็หวังว่า ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ตลาดจะสามารถกลับ Recover ได้ ขณะที่ช่วงไตรมาสสองของปีนี้ สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้น มีการล็อคดาวน์แล้วใน 13 จังหวัด ทำให้เราต้องรอดูสถานการณ์ว่าจะดีขึ้นหรือไม่ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

นางสุพินท์ กล่าวถึงปัจจัยที่ จะส่งผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ซึ่งก็คือ หนี้ครัวเรือน อยู่ที่ประมาณ 90%แล้ว เป็นอุปสรรคใหญ่ภาคอสังหา ยกเว้นภาครัฐจะให้ความช่วยเหลือด้วยการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เช่น ปล่อยกู้สำหรับคนซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ หรือให้นักลงทุนต่างชาติ สามารถซื้อ โดยขยายการถือครองได้เกิน 49% เป็น 75% เป็นต้น การกระตุ้นจากมาตรการต่าง ๆ จะช่วยลดปริมาณซัพพลายในตลาดคอนโดที่มีอยู่ได้ ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลสามารถจัดสรรการฉีดวัคซีนได้ 70% ของจำนวนประชากรได้ ถ้าควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปตามเป้าหมายเท่าไหร่ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจจะพลิกฟื้นดีขึ้นใน 18-24 เดือน

ใช้เวลานานขึ้น2 ปีในการตัดสินใจซื้อ

ด้านนางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ดีดี พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ของผู้บริโภค โดยการสำรวจ Consumer Insight จำนวน 1,000 คน ผ่านช่องทางออนไลน์ สะท้อนว่า ในช่วงก่อนโควิด-19 ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการตัดสินใจซื้อ จนมาถึงช่วงเกิดการระบาด จะใช้เวลา 2 ปี ในการตัดสินใจ และบางส่วนที่ที่ให้ข้อมูล ต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการตัดสินใจซื้อบ้าน เนื่องจากสถานการณ์ไม่ได้เอื้อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ในระยะเวลาที่รวดเร็วนัก ทั้งนี้ ยังพบว่า ผู้บริโภค 3 ใน 5 คนไทยชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 โดยความกังวลหลัก ๆ มาจาก การขอสินเชื่อ และมองว่าการซื้ออสังหาฯ ยังไม่ใช่ความต้องการเร่งด่วนในช่วงเวลานี้

นอกจากนี้ พบแนวโน้มของคนไทยตั้งแต่กลุ่มอายุ 22 ปี ถึง 60 ปี จะเปลี่ยนจากการซื้ออสังหาฯหันมาเช่าอสังหาฯมากขึ้น ด้วยหลายปัจจัย ความกังวลต่อรายได้ และยังไม่เร่งซื้อที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ พบว่า การเลือกซื้อที่อยู่อาศัย คำนึงถึงพื้นที่ ต้องอยู่ใกล้กับสถานพยายาล ภายในโครงการมีการออกแบบที่สามารถตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัย มากขึ้น อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการประกาศปิดแคมป์ก่อสร้างโครงการเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งจะส่งกระทบกับการโอนกรรมสิทธิ์และยอดขายของบริษัทอสังหาฯ ถ้าบริษัทไหนอยู่ในกระบวนการก่อสร้างจะประสบปัญหา ส่งมอบให้ลูกค้าล่าช้า ซึ่งลูกค้าบางส่วนอาจทำเรื่องขอคืนเงิน สถานการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรสำหรับผู้ประกอบการ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อ เปิดวอล์กอินฉีดวัคซีนโควิด ผู้สูงอายุ-หญิงตั้งครรภ์-ผู้หนักเกิน 100 กก.
บทความถัดไปร้านค้าผลกระทบโควิด สมัครด่วน! ‘ปั้มบางจาก’ ใจดี เปิดให้ขายของได้