นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า กนง.ได้ปรับเพิ่มประมาณอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2559 เป็น 3.2% จากประมาณการครั้งก่อนเมื่อเดือนมิถุนายน คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.1% โดยเป็นผลมาจากการบริโภคเอกชนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.7% จากเดิมคาดขยายตัว 1.8% เป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวจากการบริโภครถยนต์และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ทำให้ช่วงครึ่งปีแรกการบริโภคขยายตัวได้ 3.1% ขณะที่แรงส่งสำคัญยังมาจากการลงทุนภาครัฐคาดขยายตัวได้ 9.7% ลดลงจากเดิม 10.1% ซึ่งหลังจากการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทำให้โครงการลงทุนภาครัฐสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง คาดว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้และขยายตัวได้เพิ่มขึ้นในปี 2560 รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ระเบิดและการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญอาจจะส่งผลกระทบระยะสั้นเพราะอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างน้อย 2 แสนคนในปีนี้ และอีกแสนคนในปี 2560 ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ยังเติบโตเมื่อเทียบปีก่อน แต่ลดลงมาอยู่ที่ 33.6 ล้านคน เมื่อเทียบกับประมาณการครั้งก่อนที่ 34 ล้านคน ทำให้ประมาณการส่งออกสินค้าและบริการลดลงมาอยู่ที่ 1.7% จากเดิม 2.2%
นายจาตุรงค์กล่าวว่า สำหรับภาคการส่งออกยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยคาดว่ามูลค่าส่งออกติดลบ 2.5% เท่ากับประมาณการครั้งก่อน ขณะที่การลงทุนเอกชนยังขยายตัวต่ำตามการส่งออก ประมาณการลดลงมาอยู่ที่ 1.1% จากเดิมขยายตัว 3.1% รวมทั้งทำให้มูลค่าการนำเข้าติดลบเพิ่มขึ้น เป็นติดลบ 6.6% จากเดิมติดลบ 6.0% และปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการติดลบ 2.7% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ติดลบ 1.9%
นายจาตุรงค์กล่าวว่า ส่วนประมาณการจีดีพีปี 2560 ทรงตัวเท่ากับประมาณการครั้งก่อนที่ 3.2% โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 7.5% จากเดิม 5.2% ผลจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การลงทุนเอกชนมีการลงทุนตามมา ซึ่งทำให้ตัวเลขลงทุนเอกชนขยายตัวได้เพิ่มขึ้นจากปีนี้ อยู่ที่ 1.7% และส่งผลต่อปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัว 2.2% มูลค่าการนำเข้าขยายตัว 5.6% การบริโภคเอกชนขยายตัวได้ 2.1% ส่วนภาคการส่งออก คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางและผลจากการลงประชามติของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) ทำให้ติดลบ 0.5% จากเดิมคาดขยายตัว 0.0%
“เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าประมาณการ โดยความเสี่ยงมาจากต่างประเทศเป็นหลักทั้งอุปสงค์จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว และผลจากเบร็กซิทที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเปราะบางมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการส่งออก และกระทบต่อเนื่องยังการลงทุนเอกชนและการบริโภคเอกชน อย่างไรก็ตาม การประมาณการครั้งนี้ยังไม่รวมมาตรการสนับสนุนการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (แมทชิ่ง ฟันด์) วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท ที่จะเข้ามาช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งจะทำให้ช่วยหนุนการลงทุนและการบริโภคเพิ่มขึ้นได้ และหากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นออกมาเพิ่มเติมอีกก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้” นายจาตุรงค์กล่าว
นายจาตุรงค์กล่าวว่า ทั้งนี้ กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ในการประชุมครั้งที่ 6/2559 โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1.0-4.0% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่ง กนง. เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (โพลิซี สเปซ) ยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น รวมทั้งยังคงต้องติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินและพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (เสิร์ชฟอร์ยีลด์) จากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่่าเป็นเวลานาน

