“กกร.” หั่นจีดีพี 64 ติดลบ 1.5% ค้านขยายเวลา-พื้นที่ล็อกดาวน์ จี้เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ 70% มติ “กนง.” คงดอกเบี้ยที่ 0.5%
สถานการณ์แพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ยังพุ่งต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการประชุมผ่านระบบซูม ว่าที่ประชุม กกร.มีมติปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 เป็นติดลบ 1.5% ถึง 0.0% จากเดิม 0.0 % ถึง 1.5% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด และมาตรการเพิ่มเติมของรัฐ ด้านการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 10-12% จากเดิมคาด 8-10% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดี แต่ต้องระวังการติดเชื้อในภาคแรงงานอาจกระทบกำลังผลิตเพื่อการส่งออกและคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่้ 1-1.2%
“เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยปีที่ 2 หลังรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด ยอดผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น แม้จะล็อกดาวน์มาแล้ว 14 วัน ล่าสุด ขยายล็อกดาวน์ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม รวม 29 จังหวัด กระทบกับเศรษฐกิจโดยตรง แผนเปิดประเทศยากขึ้น เกิดลูกหนี้ภายใต้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 1.89 ล้านบัญชี ยอดเงินประมาณ 2 ล้านล้านบาท ที่เสี่ยงจะเกิดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เสถียรภาพของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 90% ต่อจีดีพี” นายผยงกล่าว
นายผยงกล่าวว่า ผลจากการยกระดับและขยายพื้นที่ควบคุมครั้งนี้สร้างความเสียหาย 3-4 แสนล้านบาท เพราะพื้นที่สีแดงเข้มมีสัดส่วนถึง 78% ของจีดีพี เมื่อล็อกดาวน์รัฐบาลควรเร่งมาตรการอื่นควบคู่ทั้งเร่งเยียวยาประชาชน เร่งฉีดวัคซีน การตรวจเชิงรุก การทำโฮม ไอโซเลชั่น และคอมมูนิตี้ไอโซเลชั่น
นายผยงกล่าวว่า กกร.ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะตัดสินใจขยายเวลา ขยายพื้นที่ล็อกดาวน์ หรือแนวคิดการล็อกดาวน์ทั้งระบบ กรณีไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะสิ่งที่ภาครัฐควรทำคือการจัดหาวัคซีนเข้ามาให้มากที่สุด ทั้งวัคซีนหลักและวัคซีนทางเลือก ตลอดจนการคัดกรองแยกผู้ป่วยเข้าระบบการรักษา กกร.อยากให้รัฐบาลมีคำสั่งเดียวในการบริหารจัดการสถานการณ์ และอยากให้ภาครัฐอนุญาตให้เอกชนนำเข้าวัคซีนได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องผ่านผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายและหน่วยงานรัฐ และให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งอนุมัติวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ โดยไม่ต้องรอบริษัทวัคซีนนำเอกสารมายื่น เพื่อเพิ่มทางเลือกและเปิดโอกาสในการจัดหาวัคซีนมากยิ่งขึ้น และให้เอกชนช่วยสนับสนุนการผลิตและจัดหายาฟาวิพิราเวียร์ที่กำลังมีความต้องการสูง
“เอกชนพยายามดูแลพนักงาน จัดให้มีการตรวจคัดกรองพนักงาน ซื้อวัคซีนทางเลือกมาฉีด จึงขอให้ภาครัฐสนับสนุนการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับภาคเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วนและค่าวัคซีน” นายผยงกล่าว
นายผยงกล่าวว่า ภาครัฐควรเตรียมความพร้อมด้วยการขยายเพดานหนี้สาธารณะให้มากกว่า 60% ต่อจีดีพี เป็น 65-70% เพื่อให้เหมาะกับภารกิจในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต นอกจากนี้ ธปท.ต้องพิจารณาแนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินและมาตรการกับสถาบันการเงินภายใต้ข้อจำกัดที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ใกล้ระดับ 0% เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ
“เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน กกร.ขอให้รัฐบาลขยายระยะเวลาการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 90% ออกไปอีก 1 ปีของการจัดเก็บภาษีปีภาษี 2565 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2565 เพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็น 60% ขึ้นไป ขอกรมสรรพากรยกเว้นภาษีเอสเอ็มอี 3 ปี ซึ่งเอสเอ็มอีต้องทำบัญชีเดียวและยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์” นายผยงกล่าว
ด้านนายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กนง.มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี ขณะที่ 2 เสียงให้ลดเหลือ 0.25% ต่อปี และกรรมการ 1 คน ลาประชุม โดยคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิดมากกว่าที่ประเมินไว้ และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ การเร่งควบคุมการระบาดและกระจายวัคซีน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรายได้กลับมาขยายตัว

