สกู๊ปหน้า 1 : ‘แท็กซี่’ บีบแตร ร้องขอเยียวยา-ที่จอด

สกู๊ปหน้า 1 : ‘แท็กซี่’ บีบแตร ร้องขอเยียวยา-ที่จอด

การระบาดของโรคโควิด-19 ในไทยรอบใหม่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมษายน 2564 โดยมีจำนวนยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นนิวไฮ กว่า 20,000 รายต่อวัน ประกอบกับมาตรการของรัฐบาลที่ประกาศยกระดับมาตรการควบคุมสูงสุด (พื้นที่สีแดงเข้ม) ที่ขยายไปกว่า 29 จังหวัดแล้ว ที่มีประกาศขอความร่วมมือประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งการปิดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ที่ทำให้ผู้คนมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางน้อยลง หรือเลือกวิธีการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว เพื่อลดการเสี่ยงโรคมากกว่า

การเดินทางที่น้อยลงทำให้ผู้ให้บริการรถสาธารณะได้รับความเดือดร้อน มีลูกค้าใช้บริการน้อยลง ย่อมทำให้รายได้ลดลงไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนขับรถโดยสารไม่ประจำทาง อย่างรถแท็กซี่ บางรายที่ไม่มีรายได้เพียงพอ จนทำให้มีเงินที่จะจ่ายค่าเช่ารถ หรือค่าผ่อนรถ รวมทั้งฝั่งผู้ประกอบการให้บริการรถแท็กซี่ ก็ประสบกับปัญหาไม่มีที่จอดรถแท็กซี่เพราะค้างจ่ายค่าเช่าที่จอดรถ โดยที่ผ่านมากลุ่มคนขับแท็กซี่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ในมาตรการเยียวยาของโควิดรอบล่าสุด

กลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ที่ถือเป็นผู้ประกันตนตามมาตรการ 40 ส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับการเยียวยา เนื่องจากเป็นประชากรแฝง ไม่ได้มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในจังหวัดสีแดงเข้มตามที่รัฐบาลประกาศให้เงินเยียวยา คนขับแท็กซี่บางรายไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ของรัฐได้ เพราะกู้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จากสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือนอนแบงก์ ซึ่งมาตรการของรัฐบาลไม่ครอบคลุม ทำให้กลุ่มแท็กซี่ไม่มีมาตรการช่วยเหลือและยังโดนคิดค่างวดเต็มจำนวน ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกยึดรถได้

ทางสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย ระบุว่า ปัจจุบันมีแท็กซี่ในระบบกว่า 80,000 คัน โดยเป็นรถที่ยังมีผู้ขับขี่ให้บริการอยู่ประมาณ 20,000 คัน ส่วน 60,000 คัน ที่เหลือยังจอดตามลานจอดต่างๆ โดยเร็วๆ นี้จะมีแท็กซี่กว่า 2,500 คัน ถูกเจ้าของที่ไล่ที่ ทำให้จะไม่มีที่จอดรถและทยอยมีรถแท็กซี่ไร้ที่จอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น จึงเกิดการเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ โดยนำรถแท็กซี่บางส่วนที่ไม่มีที่จอด มาจอดล้อมไว้บริเวณกระทรวง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นสัญลักษณ์ว่าได้รับความเดือดร้อน

Advertisement

ได้แก่ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นำแท็กซี่ประมาณ 100 คัน ไปจอดที่กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และธนาคารแห่งประเทศไทย และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ได้นำแท็กซี่อีก 250 คัน มาจอดที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 3 สิงหาคม มีรายงานการจอดแท็กซี่อีก 100 คัน ที่กระทรวงแรงงาน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีการจอดรถที่บริเวณด้านหน้าสนามม้านางเลิ้ง โดยรวมแล้วเกินกว่า 500 คัน

กลุ่มคนขับแท็กซี่ มีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้รัฐเยียวยาช่วยเรื่องการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 2.ขอให้รัฐเยียวยาเรื่องค่าปรับการผิดสัญญาค่าเช่าซื้อ 3.ขอให้รัฐช่วยจัดหางบประมาณเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ย เพื่อนำมาปรับปรุงสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมให้บริการประชาชน 4.ขอให้รัฐช่วยจัดหาที่จอดรถแท็กซี่มากกว่า 20,000 คัน ที่มีผลกระทบไม่สามารถประกอบการได้

5.ขอให้คนขับรถแท็กซี่สามารถเข้าสู่มาตรา 40 ของกฎหมายแรงงาน 6.ขอให้รัฐบาลจัดถุงยังชีพให้กับคนขับรถแท็กซี่ที่ให้บริการประชาชน ณ ขณะนี้ประมาณ 30,000 ถุง และ 7.ขอให้รัฐจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ ฉีดให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมและทั่วถึงโดยเร็วที่สุด

ซึ่งเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม กระทรวงการคลังได้ชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือในเบื้องต้น ที่ดำเนินมาตรการอยู่ในปัจจุบัน โดยเป็นมาตรการของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แก่ มีมาตรการด้านการเงินเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้แก่ มาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน และลูกหนี้ของสถาบันการเงิน โดยพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 2 เดือน นายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุด และนอกพื้นที่ควบคุมแต่ต้องปิดกิจการจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ

รวมทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยาว หรือลดค่างวด ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น และจ่ายอัตราดอกเบี้ยลดลง หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยเพิ่มทางเลือกการพักชำระค่างวด และสำหรับลูกหนี้จำนำทะเบียนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้มีทางเลือกในการคืนรถ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สำหรับภาคประชาชน อาทิ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีมาตรการสินเชื่อสู้ภัยโควิดวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวและบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

ด้านภาคผู้ประกอบการ เช่น ธนาคารออมสินมีโครงการสินเชื่อฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและซัพพลายเชน วงเงินต่อรายไม่เกิน 500,000 บาท ดอกเบี้ย 3.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ 7 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 2 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มีโครงการสินเชื่อ Extra Cash วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขนาดย่อมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วงเงินต่อรายไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 เป็นต้น ดูเหมือนว่ามาตรการเบื้องต้นไม่ได้ตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มคนขับแท็กซี่ ทำให้ยังคงจอดรถแท็กซี่ล้อมพื้นที่กระทรวงและหน่วยงานราชการเพื่อเรียกร้องและแสดงให้เห็นถึงความเดือดร้อนอยู่

จนเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ทางกระทรวงการคลังได้เชิญสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย เข้าหารือและรับทราบถึงปัญหาของกลุ่มแท็กซี่แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ ในส่วนของเรื่องที่จอดรถแท็กซี่ กระทรวงการคลังเตรียมประสานกระทรวงคมนาคม เพื่อขอพื้นที่สำหรับจอดรถแท็กซี่ที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

เรื่องของมาตรการเยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา 40 นั้น ทางกระทรวงแรงงานจะเป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม กระทรวงแรงงานก็ได้หารือกับสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทยและรับทราบเรื่องแล้วเช่นกัน โดยได้ประสานกับทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าวแล้ว ถือเป็นอีกกลุ่มอาชีพหนึ่งที่ได้รับผล กระทบจากโควิด-19 อย่างตรงๆ และเต็มๆ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image