นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมและผู้ประกอบการร้านอาหาร คาดว่า กว่าจะคลายล็อกผู้บริโภคนั่งทานในร้านได้ตามปกติน่าจะเดือนตุลาคมนี้ โดยประเมินจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายวันสูง การจัดหาวัคซีน และการทยอยฉีดวัคซีน หากสามารถฉีดประชากรที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ ได้เกิน 8 ล้านคนได้ จากจำนวน 10 ล้านคน ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจต่อการใช้ชีวิตปกติได้มากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ไม่มีรายได้ และแบกรับภาระหนี้สินครัวเรือน บางรายส่อปิดกิจการถาวร เพราะวิตกไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายประจำแม้ไม่ได้เปิดร้าน โดยเฉพาะค่าเช่าพื้นที่ ค่าส่วนกลาง และพยุงการพนักงาน สมาคมเตรียมจัดทำโครงการรับจ้างผลิตอาหารป้อนผู้ป่วยในโรงพยาบาล และผู้รักษาตัวในโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอย ซึ่งขณะนี้เปิดไปทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดพื้นที่สีแดงอีก 29 แห่ง
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดวางระบบ ตรวจสอบ และรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการร้านอาหารที่ไม่อาจเปิดให้บริการได้ทั้งในห้างและนอกห้าง ซึ่งมีหลายแสนรายเฉพาะในพื้นที่สีแดง จากนั้นจะหารือสมาคมแพทย์แผนไทย สมาคมด้านสมุนไพร และสมาคมด้านขนส่ง เพื่อจัดทำเมนูอาหารสูตรปรุงยา ควบคู่กับอาหารประจำวัน คาดว่าจะจัดทำแผนงานปฎิบัติและรวบรวมเครือข่ายได้ครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะนำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาเห็นชอบ
นางฐนิวรรณกล่าวต่อว่า แม้ผ่อนปรนให้ร้านอาหารในห้างเปิดครัวและจำหน่ายผ่านระบบดิลิเวอรี แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมดที่จะทำได้ หรือรายได้มากพอ ที่ต้องหักค่าใช้จ่ายให้กับผู้ส่งอาหารดิลิเวอรี ขณะที่ร้านอาหารนอกห้างก็ไม่อาจนั่งทานได้ จำนวนซื้อกลับบ้านก็ไม่ได้เท่าเดิม การจะอยู่รอดในวันนี้ ที่มีห่วงโซ่รวมกว่าล้านคน ก็คือ ต้องหาช่องทางจำหน่าย แม้บางส่วนเปิดครัวภายในที่พัก (โฮมคิทเช่น) หรือร่วมกลุ่มกันผลิตอาหาร โดยสมาคมจะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารคุณภาพ สุขอนามัย ที่ตั้งอยู่ในแต่ละเขตหรือแขวง และจับคู่กับโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม คลีนิค หรือ ศูนย์พักคอย ซึ่งแต่ละวันจะมีผู้ป่วยสะสมกว่า 2 แสนคน ที่รัฐดูแลและมีงบประมาณการดูแลต่อคนต่อวัน 1,000-1,400 บาท ผ่าน สปสช. ซึ่งในส่วนนี้เป็นค่าอาหาร 3 มื้อด้วย ก็อยากให้รัฐบาลได้ทำเป็นโครงการเฉพาะจัดสรรงบผลิตอาหารบางส่วนให้โครงการผลิตอาหารให้กับผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนจำนงค์ไว้กับโครงการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก ผู้ประกอบการใดก็ได้ที่มีครัวปรุงอาหารได้ตามมาตรฐาน งบรัฐบาลด้านการแพทย์ด้านจัดหาอาหารก็จะถูกกระจายไปตามผู้ประกอบการ ช่วยประคองธุรกิจ การจ้างงาน และประคองเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน ตอนนี้สมาคมนำร่องแล้วกับโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และ 19 คลินิกในเครือ กับผู้ประกอบการร้านอาหาร 40 ราย
“ซึ่งหากแต่ละวันผู้ประกอบอาหารได้รับจัดสรรจากงบดูแลผู้ป่วยโควิดจากงบที่มีอยู่วันละ 180 บาท ก็จะช่วยประคองผู้ประกอบการมีรายได้จุนเจือลูกน้องได้บ้าง เราเชื่อว่าอีก 2 เดือนจากนี้จะหนักหนาอยู่ มาตรการที่ร้องขอรัฐไปทั้งการกู้เสริมสภาพคล่อง ซอฟต์โลน หรือพักหนี้พักดอก หรือสั่งดิลิเวอรีจ่ายด้วยโครงการคนละครึ่ง ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร” นางฐนิวรรณกล่าว

