เมิ่ง หว่านโจว ขึ้นชี้แจงศาลอีกครั้ง ทีมทนายแย้ง สหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลังการไต่สวนเพื่อให้เกิดการจับกุม
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา เมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของหัวเว่ย ได้ขึ้นชี้แจงกับศาลฎีกาบริติชโคลัมเบียในการพิจารณาคดีครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับการส่งตัวเธอในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคาดว่ากระบวนการตัดสินจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 21 สิงหาคม 2564
หลังจากคุณเมิ่งถูกจับกุมที่สนามบินแวนคูเวอร์มาเป็นเวลาเกือบสามปีการตัดสินคดีได้ดำเนินมาถึงจุดที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยอ้างอิงจากแถลงการณ์ของ หัวเว่ย แคนาดา ที่กล่าวว่า ในเวลาหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ ทีมทนายของเมิ่งจะยื่นคัดค้านต่อศาล และชี้แจงว่าสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการจับกุมเมิ่งและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการหลักฐานที่ได้นำเสนอแก่ศาลโดยระบุว่า สหรัฐฯ มีการยื่นหลักฐานอย่างไม่ถูกต้องรวมถึงปกปิดหลักฐานบางอย่างเพื่อสร้างรูปคดีฉ้อโกงขึ้น การประพฤติมิชอบเพื่อรับรองหลักฐานที่มีการชี้นำอย่างผิด ๆ ประกอบกับทฤษฎีเกี่ยวกับรูปคดีที่ปรับเปลี่ยนไปมา นับเป็นการบ่อนทำลายหลักความยุติธรรมของกระบวนการทางกฎหมายของประเทศแคนาดา
“ในขณะที่การพิจารณาคดีดำเนินสู่ขั้นตอนถัดไป หัวเว่ย ยังเชื่อมั่นว่าเมิ่งไม่มีความผิด เราจะยังคงสนับสนุนเมิ่งในการเรียกร้องความยุติธรรมและอิสรภาพอย่างที่เราทำมาโดยตลอด” หัวเว่ย แคนาดา กล่าวในแถลงการณ์สำหรับสื่อมวลชน
ความเป็นมาของคดี
หากอ้างอิงถึงสำนวนคดีที่สหรัฐฯ ส่งมอบให้กับศาลแคนาดา เมิ่งถูกจับกุมด้วยคดีฉ้อโกง สืบเนื่องจากการนำเสนอพรีเซนเทชัน PowerPoint ที่เธอทำขึ้นตามคำขอของ HSBC โดยนายอลัน โทมัส ผู้อำนวยการด้านการธนาคารระดับโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในวันที่ 22 สิงหาคม 2556และสำนวนคดีฉบับดังกล่าวได้รับการยึดเป็นหลักในการใช้ตัดสินของศาลแคนาดา ว่าจะมีการส่งตัวเมิ่งให้กับทางสหรัฐฯ หรือไม่
หลังจากการประชุมในครั้งนั้นนานกว่าห้าปีในวันที่ 1 ธันวาคม 2561เมิ่งถูกจับกุมตัว ณ สนามบินแวนคูเวอร์ เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการให้เธอถูกพิจารณาคดีในคดีฉ้อโกง
เมื่ออ้างถึงสำนวนคดีซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นหลักในการกล่าวหาในคดีนี้ชี้ว่า HSBC โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร ไม่เคยทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างหัวเว่ยและ Skycom มาก่อน จึงทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงของบริษัทฯ ได้จากพรีเซนเทชันPowerPoint ของเมิ่งเท่านั้น
ในการพิจารณาการส่งตัวเมิ่งไปยังสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29-30มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ทีมทนายของเธอได้เสนอหลักฐานใหม่ที่เปิดเผยว่าสำนวนคดีของสหรัฐฯ มีการชี้นำอย่างผิด ๆ โดยประกอบด้วยอีเมลและเอกสารภายในของ HSBC กว่า 300 หน้า
หลักฐานใหม่ชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่าง Skycom และหัวเว่ยนั้นไม่ได้ถูกปกปิดต่อผู้บริหารระดับสูงของ HSBCแต่อย่างใดและการประเมินความเสี่ยงภายในของทาง HSBCนั้นถูกทำขึ้นโดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริงดังกล่าวดังนั้นความเสี่ยงในด้านชื่อเสียงต่าง ๆ ของ HSBC จึงได้รับการจัดการโดยที่ผู้บริหารระดับสูงของ HSBC ต่างก็ทราบข้อมูลดังกล่าวเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
นายมาร์ค แซนด์เลอร์ (Mark Sandler) ทนายของเมิ่งระบุว่าหลักฐานใหม่ที่สหรัฐฯ ยื่นต่อศาลแคนาดาอันประกอบด้วยบันทึกทางธุรกิจในช่วงเวลานั้นซึ่งเชื่อถือได้ ตามที่ปรากฎอยู่ในสำนวนคดีนั้น “เต็มไปด้วยช่องโหว่จนศาลจะพิจารณาว่าขาดความน่าเชื่อถือ”
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลแคนาดาเคยชี้ขาดแล้วว่าจะไม่รับเอกสารใหม่เข้ามาเพิ่มในหลักฐานที่สมบูรณ์อยู่แล้วของคดีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของเมิ่ง
โดยทีมทนายเน้นย้ำว่า ต่อให้ศาลไม่อนุญาตให้เมิ่งหว่านโจวยื่นหลักฐานเพิ่มเติม ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักฐานนั้นใช้ไม่ได้เอกสารใหม่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า สองประโยคที่ปรากฎในสำนวนคดีคือ “ผู้บริหารธนาคาร HSBC ไม่ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างหัวเว่ยกับบริษัทSkycom” และ “ธนาคาร HSBC ตัดสินใจโดยยึดตามพรีเซนเทชันPowerPointของเมิ่งหว่านโจว” เป็นที่ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าไม่น่าเชื่อถือและชี้นำศาลไปในทางที่ผิดเป็นอย่างยิ่ง
ทีมทนายยังแย้งต่อไปว่าสหรัฐฯ เลือกละเลยข้อมูลสำคัญบนสไลด์สองหน้าในพรีเซนเทชันPowerPointโดยสไลด์ดังกล่าวมีข้อมูลชัดเจนว่าหัวเว่ยควบคุมการบริหารกิจการของSkycom ในประเทศอิหร่าน สำนวนคดีดังกล่าวยังข้ามสไลด์อื่นๆ ที่ระบุถึงความพยายามในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของหัวเว่ยเกี่ยวกับการทำธุรกิจระหว่างหัวเว่ยและSkycom ในอิหร่าน
ดร.วิกเตอร์ เมเยอร์ส อาจารย์มหาวิทยาลัยไลเดน และโนตารีตามระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขียนไว้ในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ว่า “ในสหภาพยุโรป คำโต้แย้งของผู้บังคับบัญชาที่อ้างว่าไม่ทราบองค์ความรู้ใดที่อยู่ในครอบครองของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย ถือเป็นหลักฐานที่จะทำให้ต้องรับผิดทางอาญา ฐานฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการปกครองและการรายงานภายใน”
รูปคดีถูกทำให้เป็นเรื่องของการเมือง
คดีของนางเมิ่ง หว่านโจวถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองเกี่ยวกับสงครามการค้าและการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพียงไม่กี่วันหลังจากเธอถูกจับกุมเมื่อปี พ.ศ. 2561 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ออกมากล่าวว่าเขาสามารถเข้าแทรกแซงคดีดังกล่าวได้หากการกระทำดังกล่าวจะช่วยให้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับประเทศจีน นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2562 สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ ยังกล่าวว่า “การทำลายหัวเว่ยสำคัญกว่าการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนเป็นสิบเท่า”
“คดีนี้มีการแทรกแซงทางการเมืองจากสหรัฐฯ ให้เห็นเต็มไปหมด นางเมิ่งถูกใช้เป็นแค่เบี้ยในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน” ริชาร์ด เคอร์แลนด์ (Richard Kurland) ทนายความในบริติชโคลัมเบียและควิเบก ประเทศแคนาดา กล่าว “ก่อนหน้านี้ที่แคนาดาไม่สามารถทำอะไรได้เลยก็เป็นเพราะประธานาธิบดีทรัมป์”
การพิจารณาคดีจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยทีมทนายความของเมิ่งจะโต้แย้งว่าสหรัฐฯ ล้มเหลวที่จะสร้างรูปคดีที่น่าเชื่อถือให้กับอัยการ เพราะบันทึกที่ยื่นต่อศาลนั้นไม่ได้เปิดเผยหลักฐานใดที่จะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันน่าเชื่อถือและสมเหตุสมผลว่าเมิ่งมีความผิดฐานฉ้อโกงจริง โดยผลที่จะตามมาคือการจับกุมต้องได้รับการปฏิเสธและเมิ่งจะต้องได้รับการอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้

