สกู๊ป น.1 : ส่อง…ลงทุนครึ่งปีแรก ไทยไม่หมดเสน่ห์
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ออกมาเปิดเผยข้อมูลใจความว่า เวลานี้ในสายตาต่างชาติไม่สนใจลงทุนในไทยมากเท่าที่ควรแล้ว สะท้อนตัวเลขนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยโดยตรง (เอฟดีไอ) อยู่ในระดับต่ำและกลับน้อยกว่าเงินที่คนไทยนำไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน
พร้อมย้ำว่าตลาดการลงทุนในประเทศไทยไม่น่าสนใจในสายตาต่างชาติอีกต่อไป เพราะไม่ค่อยมีบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยี สินค้าไฮเทค สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และโครงสร้างพื้นฐานของไทยมีปัญหา เช่น คน การศึกษา ค่าแรงสูงเมื่อเทียบกับทักษะที่ไม่มากพอ รวมถึงระบบโลจิสติกส์ที่ไม่เอื้อ ทำให้ประเทศไทยขาดความน่าสนใจในการลงทุน
แม้แต่นักลงทุนไทยยังไปลงทุนเพื่อนบ้านแทน ถือเป็นข้อมูลเขย่าการลงทุนไทย สะท้อนความเชื่อมั่นประเทศ ที่ตอนนี้กำลังเผชิญกับศึกหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังกระตุกให้ภาครัฐพร้อมใจกันออกมาชี้แจงหลายหน่วยงานทีเดียว
เริ่มที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกมาให้ข้อมูลภาวะการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกปี 2564 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% มูลค่าเงินลงทุน 386,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 158% จำนวนนี้เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอดีไอ) 403 โครงการ มูลค่า 278,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 3.8 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 280% และสูงกว่าตลอดปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 171,160 ล้านบาท หรือคิดเป็น 62%
โดยประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น มีมูลค่าเงินลงทุน 42,773 ล้านบาท รองลงมาคือ สหรัฐ มีมูลค่าเงินลงทุน 24,131 ล้านบาท และจีน มีมูลค่าเงินลงทุน 18,615 ล้านบาท
เป็นการยืนยันว่าไทยไม่หมดเสน่ห์ ลงทุนจากต่างประเทศยังปึ้ก
สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ที่ระบุความก้าวหน้าการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดการลงทุนรวมทั้งจากโครงสร้างพื้นฐาน และการออกบัตรส่งเสริมลงทุนจากบีโอไอ ล่าสุดมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,594,282 ล้านบาท แต่การลงทุนหลักยังมาจากโครงการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน หรือโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ลงทุน 4 โครงการหลัก มูลค่า 633,401 ล้านบาท
นอกจากนี้หน่วยงานด้านการลงทุนตรง ทั้งบีโอไอและอีอีซี ฟากกระทรวงพลังงาน สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาระบุความคืบหน้าโครงการ พลังงาน พลังใจ ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดและรัฐวิสาหกิจ กระทรวงพลังงาน ที่ประกาศไว้ว่าปีนี้จะดันการลงทุนภาคพลังงานกว่า 200,000 ล้านบาทเพื่อขับเคลื่อน
ล่าสุดผ่านมาแล้วกว่าครึ่งปี พบว่า เดือนมกราคม-มิถุนายน มีเม็ดเงินลงทุนไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนผ่านโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ โครงการลงทุนที่สำคัญ อาทิ โครงการสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งใหม่ จังหวัดระยอง โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 5 การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี)
รวมทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทในเครือ โครงการสำคัญ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง (ทดแทนเครื่อง 1-2) โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ 12 นอกจากนี้ ช่วงครึ่งปีแรก กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังจัดเก็บรายได้จากกิจการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กว่า 25,000 ล้านบาท นำส่งรัฐ การลงทุนดังกล่าวยังสร้างงานกว่า 36,000 ตำแหน่ง และจะจ้างเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังอีก 2,300 ตำแหน่ง
ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ยังออกมาระบุถึงผลการเบิกจ่ายงบลงทุน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม เป็นไปตามแผน 191,891 ล้านบาท หรือคิดเป็น 101% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม ประกอบด้วย การเบิกจ่ายงบลงทุน 9 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีงบประมาณ (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563-มิถุนายน 2564) 34 แห่ง จำนวน 112,744 ล้านบาท หรือคิดเป็น 98% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม และการเบิกจ่ายงบลงทุน 6 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีปฏิทิน (เดือนมกราคม-มิถุนายน 2564) 9 แห่ง จำนวน 79,146 ล้านบาท หรือคิดเป็น 106% ของแผนเบิกจ่ายสะสม
โดยรัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เบิกจ่ายได้ 33,701 ล้านบาท คิดเป็น 105% ของแผน 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เบิกจ่ายได้ 30,130 ล้านบาท คิดเป็น 105% ของแผน 3.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เบิกจ่ายได้ 14,919 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของแผน 4.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เบิกจ่ายได้ 14,549 ล้านบาท คิดเป็น 100% ของแผน และ 5.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เบิกจ่ายได้ 11,455 ล้านบาท คิดเป็น 100% ของแผน
ฟากกระทรวงคมนาคม จากการเช็กตัวเลขลงทุนโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสังกัดกระทรวง รวมมากกว่า 1,000 โครงการ พบว่าคืบหน้าไปมากเช่นกัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจ็กต์ โดยเฉพาะ 6 โครงการสำคัญ มีงบลงทุนรวมกันกว่า 2.72 แสนล้านบาท ประกอบด้วย โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ปัจจุบันเหลืออีก 4 สัญญายังไม่ได้ลงนาม จากทั้งหมด 14 สัญญา
ประกอบด้วย 1.สัญญาที่ 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 15.21 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 18,000 ล้านบาท 2.งานโยธาสัญญา 4-2 ช่วงดอนเมือง-นวนคร ระยะทาง 21.8 กม. วงเงิน 8,628.8 ล้านบาท 3.สัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กม. วงเงิน 9,913 ล้านบาท และ 4.สัญญาที่ 3-1 งานโยธา ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า ระยะทาง 30 กม. วงเงิน 9,930 ล้านบาท โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วง ขอนแก่น-หนองคาย ระยะทางรวมทั้งสิ้น 167 กม. วงเงินลงทุน 26,647 ล้านบาท
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดประมูลได้ในเดือนธันวาคม 2564 ตั้งเป้าเริ่มก่อสร้างในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 เสร็จช่วงเดือนมิถุนายน 2569 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (M82) ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว รวมระยะทาง 16.4 กม. วงเงิน 19,700 ล้านบาท กำหนดลงนามสัญญากับเอกชนภายในเดือนกันยายน 2564 โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ระยะทาง 23.6 กม. วงเงิน 101,100 ล้านบาท คาดว่าจะได้ผู้ชนะการประมูลภายในปี 2564 เริ่มก่อสร้างต้นปี 2565 และเปิดให้บริการภายในปี 2570
โครงการพัฒนาขยายท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 3.8 หมื่นล้านบาท เปิดประมูลโครงการฯภายในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2564 คาดได้ตัวผู้รับจ้างไม่เกินสิ้นปีนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ทันที โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 2 ปี และเปิดให้บริการในปี 2567 รวมทั้งโครงการพัฒนาส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 42,000 ล้านบาท จะเปิดประมูลภายในต้นปี 2565 และดำเนินการก่อสร้างในปี 2565 คาดก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2567
ขณะที่การก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันตก คาดเปิดประมูลภายในปลายปี 2565
การลงทุนเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่น ได้ต่อเมื่อแต่ละโครงการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม !!

