หน้าแรก เศรษฐกิจ แนะใช้บิ๊กดาต...

แนะใช้บิ๊กดาต้าวิเคราะห์ข้อมูลต่อยอดธุรกิจตอบโจทย์ลูกค้า

17.09.16 | 13:09 น.

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวในเสวนาหัวข้อ มิติใหม่ของเศรษฐกิจไทยในยุคแห่งข้อมูล ในงานจัดงานสัมมนาประจำปี 2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ว่า ธนาคารได้นำบิ๊กดาต้ามาใช้ใน 3 เรื่องหลัก คือ ใช้ในการทำการตลาดเพื่อสร้างความผู้พันธ์กับลูกค้า ใช้ในการบริหารความเสี่ยงและตัดสินใจ และนำมาใช้บริหารผลการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถจัดทรัพยากรและได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและคุ้มค่า สำหรับเคโมบายแบงก์กิ้ง คาดว่าจะมีผู้ใช้ประมาณ 5 ล้านรายในสิ้นปีนี้ หรือคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 40% ซึ่งการที่ลูกค้ามีการใช้งานเคโมบายแบงก์กิ้งมากขึ้น ช่วยให้ธนาคารสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และสามารถเก็บข้อมูล เพื่อนำมาสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าต่อไป


“เราให้ความสำคัญกับการใช้เดต้า เพราะดาต้า จะกลายเป็นอาวุธที่สำคัญในการทำธุรกิจในอนาคต ธนาคารต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่ธนาคารจะสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากขึ้น อย่างการใช้บริการอูเบอร์ สามารถจ่ายเงินออนไลน์ บริการของธนาคารในส่วนนี้หายไป แบรนด์ธนาคารหายไป ซึ่งปัจจุบันบริการต่าง ๆใช้รูปแบบนี้มากขี้นแล้วต่อไปธนาคารจะอยู่ตรงไหน ดังนั้น กสิกรจึงมีการลงทุนค่อนข้างมากในเรื่องเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้” นายธีรนันท์กล่าว

นายธีรนันท์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร(บอร์ด) และธปท. เพื่อตั้งกองทุนร่วมลงทุนคาดว่าจะดำเนินการได้ต้นไตรมาส4ปีนี้ โดยจะเข้าไปลงทุนผ่านกองทุนธุรกิจฟินเทค ทั้งลงทุนโดยตรงเป็นกองทุนฟินเทคในประเทศ และในต่างประเทศยังมองการลงทุนผ่านกองทุนอีกที เช่น ซานฟานซีสโกและสิงคโปร์ ทั้งนี้การเข้าร่วมลงทุนผ่านกองทุนฟินเทคในลักษณะหุ้นส่วน( Limited Partner) จะใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 1-2ล้านเหรียญสหรัฐหรือ35-70ล้านบาท

ทั้งนี้ ในอนาคต ธนาคารจะมีบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะเดิมธนาคารเป็นผู้ที่สามารถทำธุรกรามการเงินทุกอย่างได้ แต่ปัจจุบันต้องเข้าไปแข่งกับอาลีบาบาทที่มีการให้บริการทางการเวินแต่ไม่ใช่ธนาคาร ต่อไปบริการของธนาคารอาจจะต้องล้ำเข้าไปในส่วนที่นอกเหนือจากบริการทางการเงินเพราะคู่แข่งของธนาคารไร้พรหมแดนมากขึ้น

Advertisement

นายธีรนันท์กล่าวว่า ขณะนี้การนำข้อมูลมาใช้งานในการวิเคราะห์ทางธุรกิจยังมีความยากลำบาก เพราะเจ้าของข้อมูลหวงข้อมูลมากเกินไปมองว่าอะไรที่เปิดได้ก็ควรเปิด และควรสร้างเนชั่นแนล ดาต้า พูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลได้ซึ่งจะทำให้การหาข้อมูลง่ายขึ้นและนำข้อมูลไปสร้างประโยชน์ได้ โดยหน่วยงานกลางเป็นรนดำเนินการ ทั้งนี้รัฐบาลต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดต้นทุนด้านการพัฒนานวัตกรรมใหม่

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็มประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ไอบีเอ็มมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อตอบสนองผู้บริโภค ล่าสุด คือ ระบบคอมพิวเตอร์เสมือนมนุษย์ (Cognitive System) ซึ่งสามารถเป็นระบบที่วิเคราะห์ข้อมูลและตอบโต้สื่อสารกลับได้ทันทีคาดว่าปี 2561 จะมีประชากรกว่า 50% ของโลกจะได้รับริการจากระบบฯ นี้ ทั้งนี้ ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารภาคธุรกิจต้องนำข้อมูลมาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและ ต้องบริหารข้อมูลให้มีมูลค่า ที่สำคัญจะต้องเร็วและแตกต่างหรือคิดนอกกรอบ

นางพรรณสิรี กล่าวว่า เรื่องสำคัญ คือ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ลูกค้ายินดีให้ข้อมูลกับธนาคารอันดับ 1 หรือกว่า 80% รองลงมาคือค่ายมือถือ แต่สัดส่วนน้อยเพียง 20% ซึ่งการยอมให้ข้อมูลลูกค้าขึ้นกับความเชื่อมั่นในการป้องกันข้อมูล และขึ้นการใช้งานว่าถี่เพียงใด สำหรับการข้อมูลลูกค้าควรค่อย ๆ เพิ่มตามการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และมีธรรมภิบาลในการดูแลข้อมูลลูกค้า

นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ส.ร.อ. กล่าวว่า ทุกวันนี้มีการเก็บข้อมูลแบบทันสถานการณ์(เรียลไทม์) ทำให้มีข้อมูลจำนวนมาก และสามารถนข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจได้แม่ยำมากขึ้น ในมิติใหม่ของเศรษฐกิจไทยนั้น ต้องมีการใช้ข้อมูลที่เปิดเผย ซึ่งจะช่วยปราบคอร์รัปชั่นได้ ซึ่งการคอร์รัปชั่นทำให้สูญเสียทรัพยากรที่ประชาชนควรได้รับ เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดเพี้ยน บ่อนทำลายศีลธรรมและความเชื่อมั่น

สำหรับ ส.ร.อ. มีหน้าที่ดูแลเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2553 ซึ่ง ส.ร.อ. ได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน มีการเปิดเผยข้อมูล อาทิ การใช้จ่ายภาครัฐ ข้อมูลการเลือกตั้ง การถือครองที่ดิน เป็นต้น โดยในระยะต่อไป ทุกหน่วยงานต้องมีการเปิดเผยการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งหมด ซึ่งสามารถตรวจสอบการดำเนินแต่ละโครงการได้

“ขณะนี้รัฐมีการตั้งกระทรวงดิจิตอลฯ แทนกระทรวงไอซีที เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งนี้ที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ จากเดิมที่มีการอีเมลของกูเกิล หรือ ยะฮู ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก จึงได้ทระบบเพื่อนับส่งข่อมูลระหว่างพนักงานของรัฐกันเอง และได้ทำอีแชท แทนการใช้ไลน์ ระหว่างพนักงานของรัฐ และจะมีการยกเครื่องการเข้าถึงเดต้าของรัฐ เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำข้อมูลของรัฐที่เปิดเผยไปใช้การวิเคราะห์และตัดสินใจด้านธุรกิจได้ ” นายวรากรณ์ กล่าว