เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กทวงคืนดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 โดยอ้างว่าสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯให้ใบอนุญาตกับกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาหากิน ทั้งที่ควรเป็นระบบสัมปทานที่รัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น นพ.วรงค์รวมทั้งเครือข่ายนักวิชาการที่ออกมาคัดค้านน่าจะไม่เข้าใจในบริบท พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี 2553 และแก้ไขเพิ่มเติม จึงเข้าใจว่าไทยยังคงมีระบบสัมปทานได้อยู่ ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นไทยได้เปิดเสรีด้านโทรคมนาคมตั้งแต่ปี 2549 ตามข้อผูกพันที่ไทยมีอยู่กับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) การเปลี่ยนผ่านและประกอบกิจการดิจิทัลทีวีและการประกอบกิจการโทรคมนาคม 3G, 4G และ 5G ในปัจจุบันล้วนเป็นระบบใบอนุญาตมาที่ให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงกิจการดาวเทียมด้วย
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมถือเป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งระบุว่าดาวเทียมไทยคม 7-8 เป็นดาวเทียมนอกสัมปทานและมีการนำเอาดาวเทียมสื่อสารต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิรับใบอนุญาตขัดกฎหมายและรัฐธรรมนูญนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะหากวงจรดาวเทียมเป็นสมบัติของชาติแล้ว เหตุใดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ถึงไปถอนไฟล์ลิ่งการจองตำแหน่งยิงดาวเทียมจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เมื่อ 2-3 ปีก่อน จนทำให้ไทยต้องปล่อยวงโคจรออกไปให้ประเทศอื่นได้
แหล่งข่าวกล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงนั้น ทุกประเทศต่างมีสิทธิใช้ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมได้ทัดเทียมกัน และวงโคจรดาวเทียมบางตำแหน่งที่มีการยื่นขอจองเอาไว้มากกว่า 1 ประเทศ ก็อาจใช้งานร่วมกัน อย่างกรณีไทยคม 7 และเอเซียแซท 6 ของจีนที่ใช้วงโคจรดาวเทียมร่วมกัน จึงร่วมมือกันสร้างดาวเทียมและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน
“เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปใช้วิธีประมูลให้สัมปทานดาวเทียมได้เหมือนเดิมได้อีกแล้ว หน่วยงานรัฐที่เคยได้ประโยชน์กับการให้สัมปทาน อาทิ บมจ.ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในอดีต หรือบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ในปัจจุบันนั้น ในขณะนี้ไม่สามารถให้สัมปทานกับใครได้อีก เพราะกฎหมายโทรคมนาคมปี 2544 และพ.ร.บ.กสทช. ยกเลิกกฎหมายผูกขาดเดิมไปหมดแล้ว อำนาจในการกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมต่างๆ ถูกถ่ายโอนไปยัง กสทช.หมดแล้ว” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องนี้หาก นพ.วรงค์และเครือข่ายต้องการรักษาผลประโยชน์ของประเทศจริง น่าลงไปไล่เบี้ยการบริหารกิจการดาวเทียมที่ผิดพลาดของกระทรวงดีอีเอส และรัฐบาลมากกว่า เพราะในอดีตไทยเคยมีตำแหน่งดาวเทียมสื่อสารของชาติมากถึง 3 ดวงจาก 180 ดวงทั่วโลก เทียบเท่ากับจีนและอินเดีย และเหนือกว่าประเทศในภูมิภาคนี้ เคยมีดาวเทียมสื่อสารไทยคม 3 ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลกที่ยิงไปเมื่อปี 2540 และไทยคม 4-ไอพีสตาร์ ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดกว่าดวงอื่นๆ ถึง 60 เท่า และมีรัศมีทำการครอบคลุมไปถึง 2 ใน 3 ของโลกที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน
“แต่การดำเนินการของรัฐบาลและกระทรวงดีอีเอสใน 7 ปีที่ผ่านมากลับไม่เคยทำอะไรเลย จึงทำให้ไทยสูญเสียศักยภาพด้านอวกาศไปทั้งหมด และยิ่งกรณีการไปถอนไฟล์ลิ่งจองตำแหน่งยิงดาวเทียมจากไอทียู ทำให้ไทยสูญเสียตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมบางดวงออกไป สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจสร้างความเสียหายให้ประเทศมหาศาล และกรณีกระทรวงดีอีเอสไม่ตัดสินใจกรณีดาวเทียมไทยคม 5 ที่เสื่อมสภาพก่อนหมดอายุสัมปทาน ซึ่งก่อนหน้านี้ เอกชนผู้รับสัมปทานทำเรื่องขออนุมัติติดตั้งเครื่องเพาเวอร์แบงก์ เพื่อชาร์จแบตยืดอายุการใช้งานดาวเทียมออกไปอีก 4-5 ปี แลกกับการขยายอายุสัมปทาน แต่กระทรวงดีอีเอสก็ไม่ยอมตัดสินใจ กลับปล่อยให้ดาวเทียมดังกล่าวหมดสภาพไปก่อนสัมปทานสิ้นสุดลงร่วมปี เกิดความเสียหายนับพันล้านบาท ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะสั่งตั้งกรรมการหาผู้รับผิดชอบ” แหล่งข่าวกล่าว

