‘บีโอไอ’ คาด นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริม ตามเป้า 5 แสนล้าน ชัวร์! แย้ม ‘ญี่ปุ่น’ ยังเบอร์ 1 ของการลงทุน

26.08.21 | 15:40 น.

‘บีโอไอ’ คาด นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริม ตามเป้า 5 แสนล้าน ชัวร์! แย้ม ‘ญี่ปุ่น’ ยังเบอร์ 1 ของการลงทุน


เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายชนินทร์ ขาวจันทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บรรยากาศของการลงทุนในครึ่งแรกของปี 2564 กลับมาดีขึ้น จากจำนวนคำขอบีโอไอที่เพิ่มขึ้นมา เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในภาวะที่มีการระบาดของโควิด-19 ต้องยอมรับว่าการชักชวนให้ชาวตาสงชาติมาลงทุนนั้นลำบากขึ้น เพราะไม่สามารถทำกิจกรรมจัดงานในลักษณะเดิมได้ เช่น การจัดประชุม สัมมนา เป็นต้น ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการปรับตัวมากขึ้นและเริ่มคุ้นชินกับกับการติดต่อหรือประชุมผ่านทางออนไลน์แทน

นายชนินทร์ กล่าวว่า สถิติการยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ ในเดือนมกราคม –มิถุนายน 2564 มีทั้งสิ้น 801 โครงการ โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จำนวน 50% ของโครงการทั้งหมด มีมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจำนวน 386,200 ล้านบาท เติบโตขึ้น 158% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนลำดับแหล่งที่มาของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ขอรับการส่งเสริม ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น จำนวน 87 โครงการ มูลค่า 42,773 ล้านบาท 2.สหรัฐอเมริกา จำนวน 18 โครงการ มูลค่า 24,131 ล้านบาท 3.จีน จำนวน 63 โครงการ มูลค่า 18,615 ล้านบาท

นายชนินทร์ กล่าวว่า ส่วนโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ครึ่งปีแรกมีจำนวน 113 โครงการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8% มูลค่า 57,263 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 65% ซึ่งขณะนี้สัญญาณการลงทุนยังคงมีมาต่อเนื่องโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ที่สรุปแล้ว10 รายเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่นและจีนโดยเป็นกิจการขนาดระดับ 1,000 ล้านบาทซึ่งคาดว่าการลงทุนในกลุ่มนี้ในปี 2564 จะสู่ระดับ 1 แสนล้านบาทแน่นอน โดยทั้ง 10 รายที่คุย เป็นที่แน่นอนว่าจะมาลงทุนไทย รวมทั้งยังมีรายอื่นๆอีกที่กำลังหารืออยู่

Advertisement

นายชนินทร์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปี 2564 ค่าว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ 5 แสนล้านบาทแน่นอน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับมาเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ และพลังงานสะอาด ฯลฯ ดังนั้นบีโอไอจึงเตรียมปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมประเภทกิจการที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนเป้าหมายในปี 2565 นั้นก็ต้องให้ดำเนินต่อไป ส่วนตัวเลขขอประเมินในชัดเจนก่อน แต่ก็ต้องไม่ต่ำกว่าเดิม

นายชนินทร์ กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้เป็นเร่งให้อุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เติบโตไวขึ้น ความต้องการชิป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สูงขึ้น และในลำดับถัดไป จะต้องนำเทคโนโลยี 5จี เข้ามาใช้ในทุกๆเทคโนโลยี เชื่อมโยงกันไปสู่ระบบอัจฉริยะต่างๆมากขึ้น ดังนั้นจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดิมๆไม่ได้ ต้องหนีไปสู่อุตสาหกรรมที่ยากขึ้น นโยบายก็ต้องปรับไม่ให้ตกขบวนเพื่อดึงการลงทุนที่เป็นเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งหากการแพร่ระบาดโควิด-19 ของไทยดีขึ้นเชื่อว่าในอีก 2 ปีการขอรับส่งเสริมการลงทุนจะกลับสู่ภาวะปกติระดับ 7 แสนล้านบาทได้

“ส่วนที่เน้นคือเรื่องการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย สิ่งที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นอิเล็กทรอนิกส์ระดับไมโคร ที่ใช้ทักษะสูง ส่วนแนวทางมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยังคงเน้นการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมในอนาคตใหม่ หรือ New S- Curve คิดว่าในตอนนี้การชักชวนด้วยการให้สิทธิประโยชน์พิเศษน่าจะไม่เพียงพอที่จะดึงดูดได้แล้วจะต้องสร้างแรงงานที่มีทักษะเพิ่มเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ โดยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หรือสถานบันการศึกษาในการฝึกหรือเพิ่มทักษะแรงงานเข้าอุตสาหกรรม ให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจว่าไทยมีแรงงานทักษะที่พร้อมจะทำงานให้ รวมทั้งเพื่อให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น” นายชนินทร์ กล่าว

นายชนินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ บีโอไอยังพบว่าอุตสาหกรรมดาวเทียมที่อยู่เหนือพื้นโลกระยะ 200 กิโลเมตรกำลังมาได้รับความนิยม ถูกนำมาใช้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากขึ้น จึงกำลังหารือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือGISTDA ในการร่วมมือทำนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอวกาศเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นแหล่งผลิตดาวเทียมของโลกในอนาคต ดังนั้นไทยซึ่งมีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆรองรับก็น่าจะขยับไปสู่ดาวเทียม อากาศยานในระยะยาวได้ และยังสอดรับกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กิจการอวกาศ พ.ศ. …ของไทย ซึ่งหากผลักดันให้ไทยเป็นแหล่งผลิตดาวเทียมเป็นไปได้จะพยายามให้เกิดเป็นรูปธรรมในปีนี้เพื่อที่จะนำไปชักชวนการลงทุนได้ในปี 2565 แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ที่บอร์ดบีโอไอว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เป็นสำคัญ

นายชนินทร์ กล่าวว่า เวลานี้บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนด้านการบินและอวกาศ และให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของไทยเองก็มีศักยภาพโดยถือเป็น Tech Startup ของไทยที่บีโอไอส่งเสริมฯเพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และบริษัท มิว สเปซ มีเครือข่ายต่างชาติที่จะดึงเข้ามาเพื่อร่วมมือกันที่จะใช้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนซึ่งเป็นแผนที่มองระยะยาว