พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการป้องกัน ช่วยเหลือน้ำหลากจากแม่น้ำยม ในพื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยสถานการณ์น้ำหลาก จึงได้มอบหมายให้มีการลงพื้นที่ติดตามและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในปีที่ผ่านมาเกิดน้ำหลากที่ อ.ศรีสัชนาลัยถึง 2 ครั้ง แต่แม่น้ำยม อ.เมือง จ.สุโขทัย สามารถรับน้ำได้ประมาณ 550 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ซึ่งทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาสามารถผันน้ำส่วนเกินสู่แม่น้ำน่านผ่านที่ลุ่มต่ำ คือ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยไม่มีพื้นที่ได้รับความเสียหาย
พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าจะมีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านพื้นที่บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยในส่วนของแม่น้ำยมคาดว่าฝนที่ตกใน จ.พะเยา, แพร่ และสุโขทัยจะมีน้ำหลากประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที ถึงแม่น้ำยมช่วง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ประมาณวันที่ 22-23 ก.ย.ที่จะถึงนี้ จึงได้มีการประชุมเตรียมการป้องกันน้ำหลากให้พร้อมก่อนวันที่ 21 ก.ย. โดยมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการ ได้แก่ การซ่อมแนวคันกั้นน้ำ อ.เมือง จ.สุโขทัยให้สามารถรับน้ำได้ การป้องกันพื้นที่เกษตรกรรมที่ยังไม่เก็บเกี่ยว โดยระดมรถโกยตัก เสริมคันกั้นน้ำ รวมถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนด้วย
พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะยาวเพื่อให้สามารถรองรับน้ำหลากจาก อ.ศรีสัชนาลัย ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก โดยให้เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่เดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จก่อนเดือนสิงหาคม เพื่อรับน้ำหลาก ซึ่งจะทำเป็นบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด 244,820 ไร่ ใช้น้ำรวม 155 ล้าน ลบ.ม. 2.กรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย จะดำเนินการปรับปรุงสะพานเพื่อไม่ให้กีดขวางทางน้ำในคลองยม-น่าน สะพาน จำนวน 4 แห่ง เพื่อให้น้ำสามารถไหลได้จาก 88 ลบ.ม./วินาที เป็น 200 ลบ.ม./วินาที และ 3.กรมชลประทานจะใช้งบประมาณและการปรับแผนงานในปี 2560 ดำเนินการก่อสร้างคลองชักน้ำแม่น้ำยมฝั่งขวา (คลองสุชน-คลองตะโม่) เข้าสู่แก้มลิงซึ่งอยู่ที่ดอนจำนวน 3 แห่ง คือ บึงตะแครง, บึงระมาณ และบึงขี้แร้ง ซึ่งมีระยะทางจากแม่น้ำยมจำนวน 30 กม. โดยเป็นที่ดินของชาวบ้านจำนวน 3 กม. จึงต้องเข้าไปสร้างความเข้าใจเพื่อสร้างร่องน้ำให้สามารถเชื่อมต่อการระบายน้ำไปถึงบึงดังกล่าวได้ นอกจากนั้นจะดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองต่างๆ ด้วย และ 4.หน่วยงานอื่นๆ ของกระทรวงเกษตรฯจะมีการบูรณาการร่วมกัน เช่น กรมประมง และกรมปศุสัตว์ เป็นต้น
“ได้เน้นย้ำเรื่องเครื่องมือแจ้งเตือนต่างๆ ต้องมีความพร้อมในการใช้งาน และให้ส่วนที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การคาดการณ์การไหลของน้ำในภาพรวม เพื่อที่จะสามารถเตรียมการป้องกันได้ การบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ คสช. รวมถึงการสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

