หน้าแรก เศรษฐกิจ บอร์ดบีโอไอ เ...

บอร์ดบีโอไอ เคาะ 3 มาตรการสำคัญ หนุนลงทุนรักษ์โลก-อีวี-พัฒนาวัคซีน

6.09.21 | 15:01 น.

บอร์ดบีโอไอ เคาะ 3 มาตรการสำคัญ หนุนลงทุนรักษ์โลก-อีวี-พัฒนาวัคซีน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอได้พิจารณาเห็นชอบมาตรการสำคัญ 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.สนับสนุนการพัฒนาวัคซีนและ/หรือยาในประเทศ และการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประกอบด้วย 2 เรื่อง ดังนี้ 1) ผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสามารถนำเงินสนับสนุนแก่โครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและยาของสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หรือหน่วยงานภาครัฐ มาขอสิทธิประโยชน์ตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives) ได้ กรณีที่เงินสนับสนุนมีมูลค่าอย่างน้อย 1% ของยอดขายของโครงการใน 3 ปีแรกรวมกัน หรืออย่างน้อย 200 ล้านบาท จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 1-3 ปี และเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในสัดส่วน 100% ของค่าใช้จ่าย ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ จะเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในสัดส่วน 100% ของค่าใช้จ่ายเท่านั้น


นางสาวดวงใจกล่าวว่า 2) ผ่อนปรนเงื่อนไขและขยายเวลาการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการได้สิทธิบีโอไอ ได้แก่ การผ่อนผันขยายเวลาการดำเนินการให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO 9002, CMMI เป็นต้น แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการตรวจประเมินที่ล่าช้า หรือไม่สามารถตรวจประเมินในสถานประกอบการได้ โดยขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันครบกำหนดการดำเนินการระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 ธันวาคม 2564 และการผ่อนผันการขออนุญาตหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 เดือน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-31 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ สามารถกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตจากบีโอไอ

นางสาวดวงใจกล่าวว่า เรื่องที่ 2 การปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนการผลิตยานพาหนะไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยขยายขอบข่ายของประเภทกิจการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ให้ครอบคลุมการผลิตแพลตฟอร์มสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV Platform) ที่สามารถนำไปใช้งานร่วมกันได้ระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์และรุ่นที่แตกต่างกัน

“อีกทั้งยังเปิดให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถจักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle หรือ E-BIKE) โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และหากมีการผลิต Traction Motor และ/หรือการผลิตโครงรถจักรยานไฟฟ้าจากวัสดุน้ำหนักเบาภายใน 3 ปี นับจากวันออกบัตรส่งเสริม จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีกกรณีละ 1 ปี นอกจากนี้ ยังขอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมหากมีการวิจัยพัฒนาได้ด้วย” นางสาวดวงใจกล่าว

Advertisement

นางสาวดวงใจกล่าวต่อว่า เรื่องที่ 3 มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ดังนี้ 1) ขยายขอบข่ายการสนับสนุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจฐานรากให้ครอบคลุมถึงการสนับสนุนองค์กรท้องถิ่นในการพัฒนากิจการเกษตรที่ยั่งยืน เช่น การปลูกข้าวแบบปล่อยมีเทรนด์ต่ำ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ขยายระยะเวลาการยื่นขอรับการส่งเสริมตามมาตรการเศรษฐกิจฐานรากออกไปอีก 1 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดในปี 2564 เป็นภายในวันทำการสุดท้ายของปี 2565

“2) เพิ่มขอบข่ายมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรการย่อยด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้ครอบคลุมกรณีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การปรับเปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระบบทำความเย็นของโรงงานและห้องแช่แข็ง เป็นต้น โดยได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี สัดส่วน 50% ของเงินลงทุน

“3) การปรับปรุงประเภทกิจการ สิทธิและประโยชน์ ใน 2 กิจการ คือ กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ในกรณีใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Storage and Utilization: CCSU) โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และกิจการห้องเย็นหรือกิจการห้องเย็นและขนส่งห้องเย็น ในกรณีใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี 4) เปิดให้ส่งเสริมการลงทุนกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี” นางสาว  ดวงใจระบุ

นางสาวดวงใจกล่าวว่า อีกทั้งที่ประชุมได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการขยายกิจการของ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตไฟฟ้าและไอน้ำระบบโคเจนเนอเรชัน ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 200 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 460 ตัน/ชั่วโมง มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท โครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 (PDP 2018)

“สำหรับภาพรวมในกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีแรก มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากถึง 198 โครงการ หรือประมาณ 25% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด และมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 120,814 ล้านบาท หรือประมาณ 31% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด ของโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา” นางสาวดวงใจกล่าว