หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘โกลเบล็ก’ ชี...

‘โกลเบล็ก’ ชี้ยอดติดโควิดชะลอตัว-ทยอยเปิดเมือง ดันดัชนีแตะ 1,680 จุด แนะช้อปหุ้นรอทำกำไร

8.09.21 | 16:29 น.

‘โกลเบล็ก’ ชี้ยอดติดโควิดชะลอตัว-ทยอยเปิดเมือง ดันดัชนีแตะ 1,680 จุด แนะช้อปหุ้นรอทำกำไร

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนกันยายนนี้ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในลักษณะแกว่งตัวออกข้าง (ไซด์เวย์) โดยได้แรงหนุนจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ชะลอตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังทรงตัวในหลัก 14,000-15,000 คนต่อวันก็ตาม รวมถึงมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) โดยนายกรัฐมนตรียังยืนยันที่จะเดินหน้าเปิดประเทศ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใน 120 วัน ซึ่งแผนเปิดประเทศระยะที่ 2 จะพิจารณาใน 5 จังหวัดหลัก ที่จะเปิดเพิ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่ ทำให้ตลาดเริ่มมีความหวังมากขึ้น แม้ยังมีความกังวลว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้าจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ก็ตาม โดยคาดการณ์การเคลื่อนไหวของดัชนีแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,600-1,680 จุด


นางสาววิลาสินี กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาในประเทศคือ แรงซื้อในการทำราคาเพื่อปิดงวดบัญชี (วินโดว์เดรสซิ่ง) เพื่อดันราคาหุ้นปิดให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นในพอร์ตมีมูลค่าสูงขึ้นตาม ในช่วงปลายงวดไตรมาสที่ 3/2564 รวมถึงการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิดใหม่ สายพันธุ์มิว ซึ่งทางสาภาพยุโรป (อียู) ได้ถอดประเทศสหรัฐอเมริกา ออกจากรายชื่อประเทศที่ปลอดภัยด้านการเดินทางแล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ว่ายังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคม เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ซึ่งคาดว่าธปท.จะปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทย ในปี 2564 อีกครั้งในวันที่ 29 กันยายนนี้ จากเดิมที่คาดว่า จะขยายตัว 0.7% และกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 64 (ตุลาคม 2563 ถึงกรกฎาคม 2564) ต่ำกว่าประมาณการ 10.2% ซึ่งส่งผลกดดันต่อ บรรยากาศการลงทุน และการปรับขึ้นของดัชนีด้วย

“ปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลบวกต่อดัชนี อาทิ ราคาน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอตลอดเดือนสิงหาคม ร่วงลง 7% หลังจากกลุ่มโอเปกพลัสบรรลุข้อตกลงปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 400,000 บาร์เรลต่อวัน และการระบาดไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ทำให้นักลงทุนกังวลว่าอุปสงค์การใช้น้ำมันจะชะลอตัว และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่ายังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้เริ่มลดมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (คิวอี) ภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงการกำหนดการเปิดประเทศรับต่างชาติ และการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์นั้น แนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้อานิสงส์บวกจากปัจจัยดังกล่าว อาทิ หุ้นกลุ่มโรงแรม ได้แก่ MINT, ERW, CENTEL, AWC, SHR หุ้นกลุ่มขนส่ง ได้แก่ BEM, BTS หุ้นกลุ่มห้างสรรพสินค้า ได้แก่ CPN, CRC, MBK หุ้นกลุ่มร้านอาหาร ได้แก่ AU, M, ZEN และหุ้นกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL, BJC, MAKRO เพราะได้ประโยชน์จากแผนการทยอยเปิดเมืองในเดือนตุลาคมนี้” นางสาววิลาสินี กล่าว