อีคอนไทย ชี้เปลี่ยนนายกฯตอนนี้ทำให้สถานการณ์แย่ลง การเมืองนิ่งธุรกิจฟื้นเร็ว
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองที่เริ่มมีความขัดแย้งรุนแรงภายในพรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาลว่า ในด้านเศรษฐกิจได้รับแรงกระแทกมาเยอะแล้ว ทั้งเรื่องของการชุมนุมประท้วงต่างๆ และเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความสั่นคลอนภายในพรรครัฐบาล ภาคเอกชนมีการรับรู้สถานการณ์มานานแล้วว่าการเมืองมีความขรุขระ ถ้าการเมืองมีความนิ่ง ภาคธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังคงมีบทบาทสำคัญ
“การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาในตอนนี้ จะทำให้สถานการณ์ภาพรวมแย่ลง และคาดการณ์ว่าการเมืองจะต้องมีการเริ่มตั้งต้นใหม่ใช้เวลา 3-4 เดือน ซึ่งก็ไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่นโยบายใหม่จะเป็นอย่างไร ตอนนี้รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์มีนโยบายรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พูดอย่างตรงไปตรงมามุมมองของภาคธุรกิจ คือเป็นความคุ้นเคย แยกเรื่องการเมืองออกจากธุรกิจ ส่วนเรื่องใครจะมาก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้นโยบายไม่เปลี่ยนแปลง” นายธนิตกล่าว
นายธนิตกล่าวว่า ประเมินไว้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะดำรงตำแหน่งอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง เพราะนโยบายการจัดการโควิดต้องมีความต่อเนื่อง เป็นหัวใจของธุรกิจ แต่ที่ต้องปรับปรุงอย่างยิ่งคือเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เพราะประเทศไทยเสียเปรียบอย่างมากในเวทีโลก ต้องหาคนที่มีความสามารถจริงๆ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งต้องเป็นตำแหน่งโควต้าของนายกรัฐมนตรีเอง อย่างกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่แล้วเปลี่ยนขั้วรัฐบาลไปอีกฟากหนึ่ง มองว่าไม่ต่างกันมาก ต้องดูว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดนโยบายที่จะฟื้นเศรษฐกิจให้มากแค่ไหน
นายธนิตกล่าวว่า ส่วนเรื่องการส่งออกของไทยหลังจากนี้ยังไปได้ไกล แม้ว่าจะมีเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และค่าระวางเรือสูงขึ้น แต่เป็นสถานการณ์ที่กระทบไปทั้งโลก ซึ่งผู้ซื้อเป็นคนออกค่าใช้จ่ายพวกนี้ทั้งหมด รวมไปถึงทั้งปัจจัยเงินบาทอ่อนค่า ก็เป็นตัวที่ทำให้สินค้าของไทยสามารถสู้ราคาได้ อีกทั้งประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ เข้ามาเยอะขึ้น ก็เป็นสัญญาณที่เป็นบวกต่อภาคการส่งออก

